บทความเรื่อง การนิเทศการสอนสังคมศึกษาสำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ในสถานศึกษา

การนิเทศการสอนสังคมศึกษาสำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู

ในสถานศึกษา

                                                                                                                                                                                                นายเอกนรินทร์    วีระวงค์

                                                                   ครูชำนาญการ โรงเรียนมัธยมป่ากลาง

 

    ในการจัดการศึกษาครูมีบทบาทและความสำคัญตลอดจนมีอิทธิพลต่อคนในชาติ ในฐานะเป็นผู้ให้การศึกษาของชาติ ครูถือเป็นผู้กำหนดอนาคตของคนในชาติ ชาติใดก็ตามที่ได้ครูเป็นคนมีความรู้ เป็นคนเก่ง เป็นคนเสียสละ ตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ของนักเรียน ชาตินั้นจะได้พลเมืองที่เก่งและฉลาดมีศักยภาพ และสามารถที่จะแข่งขันกับทุกประเทศในโลกได้ (รุ่ง  แก้วแดง, 2541, 134) ดังนั้นผู้ที่จะประกอบอาชีพครูจะต้องเป็นบุคคลที่อุทิศกำลังกายและกำลังใจอย่างสูงเพื่อให้อาชีพครูเป็นอาชีพที่ควรค่าแก่การยกย่องนับถือ และได้รับความไว้วางใจจากบุคคลทั่วไปในสังคม นอกจากนี้ครูในสหัสวรรษใหม่ต้องสามารถพัฒนานักเรียนของตนให้มีสมรรถภาพและทัศนคติอันเป็นพื้นฐาน เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การยอมรับสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ความสามารถในการเข้าใจและตัดสินใจ ทัศนะ การคิดวิเคราะห์ การกำหนดปัญหาและการแก้ปัญหา ครูในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นครูที่มีความสามารถเชิงวิชาชีพมีความรู้ในวิชาการ ทันต่อการก้าวหน้าซึมซาบในวิชาชีพครู ที่มีพื้นฐานมาจากสหวิทยาการ ติดตามข่าวสารของสื่อมวลชน เพื่อที่จะสามารถพูดคุยกับนักเรียนได้ เตรียมนักเรียนให้สามารถเลือกและใช้ข้อมูลสาธารณะอย่างมีวิจารณญาณ สามารถวิเคราะห์ แยกแยะรู้จักผิดชอบชั่วดี ตลอดจนมีความเข้าใจปัญหาของโลกปัจจุบัน

การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนตามหลักสูตร

ศึกษาศาสตรบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตรบัณฑิต คณะครุศาสตร์  เพื่อให้นักศึกษาฝึกประสบการณ์ตรงให้กับนักเรียน  ในการออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเพื่อที่จะให้นักศึกษามีความรู้ ความชำนาญในการสอน  และสามารถนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริง  สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ 

          โรงเรียนมัธยมป่ากลาง  อำเภอปัว  จังหวัดน่าน  เป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่เข้าร่วมเป็นโรงเรียนเครือข่ายร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์  จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งในแต่ละปีมหาวิทยาลัย จะส่งนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเต็มรูปแบบ มาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูจำนวนหนึ่ง  โดยในแต่ละปีจะมีนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูวิชาเอกสังคมศึกษา อย่างน้อย 2 คนเข้ามาฝึกหัดเรียนรู้ ประสบการณ์การเป็นครู   เป็นระยะเวลาหนึ่งปีการศึกษา  ในการมาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเกือบจะทุกรุ่นมักจะสร้างปัญหาให้กับการจัดกระบวนการเรียนรู้ ส่งผลให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของหลักสูตร  นักเรียนไม่ได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ เพราะต้องเจอกับสภาพการฝึกหัดของครูนักศึกษาเหล่านั้น   แม้ว่านักศึกษาเหล่านี้เมื่อเข้ามาอยู่ในโรงเรียนจะมีครูพี่เลี้ยง ( cooperative teacher ) คอยให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาให้  แต่ก็คงยังพบข้อบกพร่องในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมอยู่เช่นเดิม

          ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม มีความต้องการที่จะช่วยเหลือ และช่วยแก้ปัญหา ตลอดจนให้คำปรึกษากับนักฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูให้สามารถดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างราบรื่น ประสบความเร็จในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ซึ่งจะส่งให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ   ด้วยความคาดหวังที่ว่าการนิเทศการสอนเป็นกระบวนการที่จะพัฒนานักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู  เพื่อให้นักศึกษาปรับปรุงและพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้การจัดกระบวนการเรียนรู้บรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้   การนิเทศการเรียนการสอน จึงเป็นกระบวนการในการแนะนำช่วยเหลือครูและนักศึกษาฝึกประสบการณ์  ให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนของผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ

                หลักการนิเทศการสอน
       นักการศึกษาได้ให้หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการนิเทศการสอนไว้ดังนี้
           1. การนิเทศการสอน เป็นการส่งเสริมความเจริญงอกงาม  เพื่อให้ครูมีความเข้าใจในหลักวิธีการสอนต่างๆ สามารถเลือกใช้เทคนิควิธีการสอนอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ  สร้างสื่อและใช้สื่ออย่างถูกต้อง  มีความเชื่อมั่น  มีเจตคติที่ดี
           2. การนิเทศการสอน ยึดความถูกต้องตามหลักวิชาการ  หมายถึง  การนิเทศจะต้องดำเนินกาอย่างมีระบบแบบแผน  เป็นขั้นเป็นตอน  สามารถตรวจสอบเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้
           3. การนิเทศการสอน จัดได้ว่ามีความเป็นวิทยาศาสตร์  หมายถึง สามารถพิสูจน์ได้ถึงเหตุและผลรวมทั้งข้อเท็จจริงต่างๆ มีการเก็บรวบรวมข้อมูล  มีการสรุปผล  สามารถอ้างอิงได้และมีความน่าเชื่อถือได้
           4. การนิเทศการสอน  ต้องมีความยืดหยุ่น  หมายถึง ความสามารถที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการ  วิธีนิเทศการสอนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้มากที่สุด

             5.การนิเทศการสอน เป็นการประสานสัมพันธ์ระหว่างงานนิเทศกับงานอื่นๆ  หมายถึง  กระบวนการพัฒนาการสอนของครูให้ดีขึ้นและสำเร็จตามเป้าหมาย  ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภายในสถานศึกษาและหน่วยงานอื่น

         

แนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศการสอน

                การนิเทศการเรียนการสอน  เป็นกระบวนการนิเทศครูเพื่อช่วยให้ครูประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอน  ซึ่งการนิเทศการเรียนการสอน  เป็นส่วนหนึ่งของการนิเทศการศึกษา โดยที่การนิเทศการเรียนการสอนมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือครูพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวิชาการ  การปฏิบัติงาน  และการมีส่วนร่วมมุ่งผลที่คุณภาพนักเรียน

สำหรับในส่วนบทบาทของครูผู้นิเทศการเรียนการสอน  เป็นผู้บริหาร ผู้นำ พี่เลี้ยง ผู้สอนงาน ผู้นำ         การเปลี่ยนแปลง  ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ เนื้องานที่ปฏิบัติ

          อารมณ์ ฉนวนจิตร ( 2543,45 ) ได้สรุปแนวคิดหรือความเชื่อเกี่ยวกับการนิเทศการสอน ไว้ดังนี้

          1.การนิเทศการสอนที่มีประสิทธิภาพ สามารช่วยปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนในห้องเรียน

          2.การนิเทศการสอนเป็นชุดย่อยของการนิเทศการศึกษา  ซึ่งเป็นกระบวนการสำหรับปรับปรุงและพันธกิจในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียนโดยตรงกับครู เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน

          3.การนิเทศการสอนเป็นระบบย่อยของระบบโรงเรียน  ผู้นิเทศการสอนมีผลต่อการสอนของครู  และการสอนของครูมีผลต่อการเรียนของนักเรียน

          4.การนิเทศการสอนเป็นการให้การศึกษาและพัฒนาวิชาชีพครู ให้มีความรู้ใหม่ ๆ

ด้านหลักสูตร เนื้อหาวิชา  เทคนิควิธีการ  นวัตกรรมทางการสอน  ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี ทักษะ  และความรู้ที่จำเป็น แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน

          5. การนิเทศการสอนเป็นการให้การการศึกษาต่อเนื่องของครู

 

 

 

ทฤษฎีในการนิเทศการสอนสังคมศึกษา

ในการนิเทศการสอนสังคมศึกษามีทฤษฎีที่เกี่ยวข้องสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับครูผู้รับการนิเทศได้หลายทฤษฎี ซึ่งมีนักการศึกษาได้ศึกษาไว้หลายท่าน  สามารถสรุปทฤษฎีที่มีความเกี่ยวข้องมากที่สุด ดังนี้

 

ทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ

สมยศ นาวีการ (2543, 28-291) ให้ความหมายว่า แรงจูงใจคือพลังที่ริเริ่ม กำกับ และคํ้าจุนพฤติกรรมและการกระทำ ส่วนบุคคลและเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ให้ความมุ่งหมายหรือทิศทางแก่พฤติกรรม นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงคุณลักษณะพื้นฐาน ของแรงจูงใจ 3 ประการ คือความพยายาม ความไม่หยุดยั้ง และทิศทาง

ราตรี พัฒนรังสรรค์ (2544,254) ได้ให้ความเห็นว่า แรงจูงใจ คือภาวะหรือองค์ประกอบที่

กระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาอย่างมีจุดมุ่งหมายเพื่อไปสู่จุดหมายที่ตนเองต้องการหรือผู้ทำการชักจูงกำหนด

สุรางค์ โค้วตระกูล (2544, 153) กล่าวว่า แรงจูงใจหมายถึงองค์ประกอบที่กระตุ้นให้เกิด

พฤติกรรมที่มีจุดมุ่งหมาย  

จากการให้ความหมายของแรงจูงใจหลากหลายแนวคิด ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า  แรงจูงใจหมายถึงพลังภายในของแต่ละบุคคลที่ถูกกระตุ้นโดยบุคคลหรือสภาพแวดล้อมให้แสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตนเองต้องการหรือมีผู้ทำการชักจูง

 

ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforce Theory) และปรับพฤติกรรม (Behavior Modification )

1) ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforce Theory) สกินเนอร์ (B.F.Skinner)ได้พัฒนาทฤษฎี และนำมาใช้เป็นเทคนิคในการจูงใจ สกินเนอร์มีความคิดเห็นว่า พฤติกรรมของบุคคลสามารถควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการให้รางวัล (เสริมแรง) กับพฤติกรรมที่พึงปรารถนา พฤติกรรมนั้นก็จะมีแนวโน้มกระทำซํ้า ๆ ต่อไป แต่ถ้าในขณะที่ละเลยพฤติกรรมที่ไม่ปรารถนาพฤติกรรมนั้นจะมีการกระทำที่น้อยลงจนหายไปในที่สุดการเสริมแรงสามารถแบ่งได้  ดังนี้

                             (1) การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforce)

                             (2) การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforce)

                             (3) การยับยั้งพฤติกรรม (Exinction)

                              (4) การลงโทษ (Punishment )

2) การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification ) เป็นการจัดการอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับ

พฤติกรรมของบุคคล ให้นำหลักของการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning) มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ควบคู่ไปกับการเสริมแรง จากฐานความคิดว่า ผู้ปฏิบัติงานมักจะสังเกตดูว่าคนอื่นมีพฤติกรรมการทำงานอย่างไรและบังเกิดผลอย่างไรตามมา ซึ่งตนเองจะได้เรียนรู้และกระทำพฤติกรรมแบบนั้นเพื่อจะได้รับผลตอบแทน หรือรางวัลเช่นนั้นบ้าง (นรา สมประสงค์ 2544,167)

 

ทฤษฎีความต้องการพื้นฐานของคน (The  Basic  Hierarchy)

          มนุษย์ทุกคน มีความต้องการพื้นฐานในชีวิตเพื่อให้มีชีวิตอยู่ปลอดภัยและมีความสุข    มาสโลว์ (Maslow)  ได้กล่าวถึงทฤษฎีความต้องการพื้นฐาน  5 ระดับ  โดยนำมาใช้ใน การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยการจูงใจคนในสิ่งที่เป็นความต้องการของเขา  ความต้องการ  5 ระดับเรียงตามลำดับพื้นฐานจากต่ำไปสูง  ถ้าได้รับความต้องการวันหนึ่งแล้วก็จะต้องการขั้นสูงขึ้นต่อไป  ความต้องการอาจส่งเสริมหรือขัดขวางประสิทธิภาพในการทำงาน  ผู้นิเทศจึงต้องเข้าใจความต้องการพื้นฐานของคนและใช้เป็นแรงจูงใจของผู้รับการนิเทศ

          1.  ความต้องการทางด้านร่างกาย (physiological  need)  เรื่องปัจจัยสี่  ได้แก่ อากาศ อาหาร     ที่พัก น้ำ  เสื้อผ้า  คนทำงานต้องการรายได้จากการทำงานมาใช้เป็นค่าใช้จ่าย เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานข้อนี้

          2.  ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (safety and security need) ในการดำรงชีวิต รวมทั้งความปลอดภัยจากการถูกทำร้าย ฆาตกรรม ทำร้ายจิตใจ  คนทำงานต้องการความปลอดภัยในการทำงาน  เลือกสถานที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ความปลอดภัยมั่นคงในการลงทุน การประกันภัย

          3.  ความต้องการยอมรับ  (belongingness and love need)   เป็นความต้องการทางสังคมของคนการยอมรับจากครอบครัว สังคม ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในสังคม  งานทำให้รู้สึกตอบสนองทางสังคม  มีเพื่อนร่วมงาน มีส่วนร่วมในกิจกรรมในงาน

          4.  ความต้องการนับถือตน  (esteem need)  ความต้องการให้คนหรือกลุ่มนับถือตนเห็นคุณค่า  ทำให้มีชื่อเสียงมีศักดิ์ศรี  งานทำให้เกิดความยอมรับนับถือได้  คนเราจะเห็นตนเองผ่านสังคม กลุ่ม  ทีมว่าได้รับการยอมรับมากแค่ไหน  จากการสรรเสริญ ความเอาใจใส่ ความมีชื่อเสียงบารมี  แต่ความไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจะนำไปสู่ความท้อแท้ สิ้นหวัง

          5.  ความต้องการบรรลุศักยภาพแห่งตน (self-actualization need) เป็นความต้องการสัมฤทธิ์ผล  และพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของคน  เพื่อความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง พัฒนาไปสู่จุดสูงสุดตามศักยภาพที่มีอยู่อย่างแท้จริง  คือความสงบสุขแห่งตน  เป็นตัวของตัวเอง (actualizing  person)  เช่น  นักดนตรีก็ต้องเล่นดนตรี  ครูก็ต้องเป็นครูสอนดี สอนเก่ง มาสโลว์ถือว่าคนที่บรรลุขั้นนี้ เป็นคนที่สมบูรณ์ที่สุด คนเราจะไม่สามารถไปถึงขั้นนี้ได้ถ้าไม่มีความสุขในการทำงาน      ผู้นิเทศจึงต้องตระหนักว่าคนเราต้องการมีความสุขในการทำงาน  และช่วยให้ผู้รับการนิเทศมีความสุขในการทำงาน

 

บทบาทหน้าที่ของผู้นิเทศ

          ผู้นิเทศมีภาระหน้าที่หลายอย่างแต่หน้าที่หลักคือการช่วยเหลือ แนะนำ ส่งเสริม การพัฒนาคุณภาพการศึกษา และคุณภาพการสอน ซึ่งต้องเกี่ยวกับกับงานหลายด้านและบุคลากรหลายฝ่าย
นักการศึกษาหลายท่านจึงได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้นิเทศไว้ ดังนี้

1.บทบาทเป็นผู้ประสาน (Coordinator) เช่น ประสานครูแต่ละระดับให้ช่วยเหลือ
  ซึ่งกันและกัน ประสานชุมชน ผู้ปกครอง

                   2.บทบาทเป็นที่ปรึกษา (Consultant) โดยเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนะแก่ครู และ

   ผู้รับการนิเทศทั่วไป

                   3.บทบาทเป็นผู้นำกลุ่ม (Group Leader) คือ รู้วิธีที่จะทำงานร่วมกับกลุ่มให้

   ประสบผลสำเร็จ

                   4.บทบาทเป็นผู้ประเมิน (Evaluator)  ได้แก่ เป็นผู้ประเมินผลการสอน

  ประเมินผลหลักสูตร

                    5.บทบาทในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร ด้านการเรียนการสอน ด้านการวัด

   ประเมินผล

6.บทบาทเป็นนักวิจัย เป็นผู้ที่นำผลการวิจัยเสนอแนะให้ครูใช้และดำเนินการวิจัย  

   โดยเฉพาะการวิจัยปฏิบัติการ

                    7.บทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยการช่วยเหลือให้ครูมีการเปลี่ยนแปลงและ

   ปรับปรุงพัฒนา

8.เป็นครูต้นแบบ คือ สามารถสาธิตการสอนที่มีประสิทธิภาพแก่ครู และแนะนำ
   วิธีการสอนแก่ครูได้

 

นอกจากนี้ Gwynn ( 1974,27-30) ( อ้างใน ชารี มณีศรี 2542,33-34 ) ได้สรุปหน้าที่หลักของผู้นิเทศไว้ดังนี้

                   1.ช่วยครูและผู้บริหารโรงเรียนให้เข้าใจเด็กดีขึ้น

                   2.ช่วยครูให้พัฒนาและปรับปรุงตนเองได้เหมาะสม

                   3.ช่วยกระตุ้นให้บุคลากรในโรงเรียนสนใจสื่อการเรียนการสอน

                   4.ช่วยครูปรับปรุงวิธีสอนให้ดีขึ้น

                   5.ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญได้ช่วยเหลือครู

                   6.ช่วยครูประเมินนักเรียน

                   7.กระตุ้นครูให้ประเมินแผนงาน งานและความก้าวหน้าของตนเอง

                   8.ช่วยให้ครูเกิดความมั่นคง ทั้งด้านวิชาชีพและชุมชน

                   9.กระตุ้นให้เกิดการวางแผนปรับปรุงหลักสูตรใหม่

                   10. สร้างความคุ้นเคย

 

รูปแบบการนิเทศการสอน

จากศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยเกี่ยวกับการนิเทศ  สามารถสรุปและแบ่งรูปแบบออกได้เป็น  4รูปแบบ ดังนี้
           1. การนิเทศแบบตรวจตรา (Inspection Supervision)  เป็นการนิเทศแบบดั้งเดิม ผู้นิเทศก์ทำหน้าที่ตรวจสอบ  เช่น  การเป็นไปตามหลักสูตรหรือไม่  วิธีสอนเหมาะสมหรือไม่  เมื่อตรวจแล้วชี้แจงให้ครูแก้ไขข้อบกพร่อง
           2. การนิเทศแบบให้ผลผลิต (Supervision as Production)  บางครั้งเรียกว่าการนิเทศแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งมองที่ผลผลิต  โดยเปรียบสถานศึกษาเป็นแหล่งผลิต  ครูเป็นพนักงาน และนักเรียนเป็นผลผลิต  และผู้นิเทศก์ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพ  วิจัยและพัฒนา  เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ
           3. การนิเทศเพื่อพัฒนา (Developmental  Supervision)  เป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตามความสามารถที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล  เช่น    ผู้นิเทศก์จะชี้นำเมื่อครูมีความรู้ ความสามารถต่ำ  ครูขาดประสบการณ์  แต่เมื่อครูมีความสามารถสูงเมื่อเกิดปัญหาก็สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้
           4. การนิเทศแบบคลีนิค (Clinical Supervision)  การนิเทศแบบนี้  จะได้ข้อมูลโดยตรงจากการสังเกตการสอน ในห้องเรียนจริง  เป็นการร่วมมือกันระหว่างครูกับผู้นิเทศก์  สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนการสอนเพื่อนำไปปรับปรุงในการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

         การนิเทศหลังการสอนเป็นขั้นการปรึกษาและการนิเทศ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมดังนี้
            – ยกย่อง ชมเชย  ในพฤติกรรมการสอนที่ดี  ก่อนจะเสนอแนะพฤติกรรมที่ควรปรับปรุง
            – เปิดโอกาสให้ผู้สอนแสดงความคิดเห็น
            – ให้กำลังใจในการทำงาน  การสอนและการปรับปรุงแผนการสอนให้ดีขึ้น
            – นัดหมายการนิเทศในครั้งต่อไป

          จากรูปแบการนิเทศการสอนดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า รูปแบบการนิเทศการสอนแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะและวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป ซึ่งการนำรูปแบบไปใช้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การนิเทศว่าจะให้เกิดผลอย่างไรซึ่งจะช่วยพัฒนาและปรับปรุงการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ในห้องเรียน ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเพื่อที่จะช่วยให้นักเรียนได้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

 

 

เอกสารอ้างอิง

ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์.(2553). 80  นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

(พิมพ์ครั้งที่ 2).กรุงเทพมหานคร:แดแน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น.

ชาญชัย อาจินสมาจาร.(2547).  การนิเทศการสอนแผนใหม่.  กรุงเทพฯ : โฟร์เฟช.

นิพนธ์ ไทยพานิช.(2535ก) .การนิเทศแบบคลินิก : Clinical Supervision.  (พิมพ์ครั้งที่ 6). 

กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ราตรี พัฒนรังสรรค์.(2544). พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏ

จันทรเกษม.

วีระพันธ์ พูลพัฒน์.(2548) เอกสารการสอนหลักการนิเทศการศึกษา.  กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์

          มหาวิทยาลัย.

สมยศ นาวีการ.(2543). การบริหารและพฤติกรรมองค์การ. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์กรุงธน

พัฒนา.

สุรางค์ โค้วตระกูล.(2544) จิตวิทยาการศึกษา พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .

สุวิทย์  มูลคำ  และอรทัย  มูลคำ.  (2552).20 วิธีจัดการเรียนรู้ (พิมพ์ครั้งที่ 8).กรุงเทพฯ :

            ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.(2550). คู่มือดำเนินการพัฒนาหลักสูตรการ

           พัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการกระจายอำนาจสำหรับครูและศึกษานิเทศก์,  

           กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.(2551).ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระ

  การเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม.กรุงเทพ ฯ.โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์

  การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

อารมณ์  ฉนวนจิตร.(2554). การนิเทศการสอน(พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์

          มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

อัญชลี โพธิ์ทอง. (2547). การนิเทศการศึกษา (Educational Supervision). กรุงเทพฯ :

          มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

เกี่ยวกับ krueknarin

I am socialstudies teacher of mtpk scchool
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s