ใบงานหน่วยที่ 2 ปฎิสัมพันธ์เชิงภูมิศาสตร์

ex unit 2 ปฏิสัมพันธ์เชิงภูมิศาสตร์

โพสท์ใน คลังใบงานภูมิศาสตร์ | ใส่ความเห็น

การใช้เครื่องมือในการศึกษา Geo

ใบงานที่ 3.2 การใช้เครื่องมือในการศึกษา Geo

โพสท์ใน คลังใบงานภูมิศาสตร์ | ใส่ความเห็น

ความรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

บทความเรื่อง การนิเทศการสอนสังคมศึกษาสำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ในสถานศึกษา

การนิเทศการสอนสังคมศึกษาสำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู

ในสถานศึกษา

                                                                                                                                                                                                นายเอกนรินทร์    วีระวงค์

                                                                   ครูชำนาญการ โรงเรียนมัธยมป่ากลาง

 

    ในการจัดการศึกษาครูมีบทบาทและความสำคัญตลอดจนมีอิทธิพลต่อคนในชาติ ในฐานะเป็นผู้ให้การศึกษาของชาติ ครูถือเป็นผู้กำหนดอนาคตของคนในชาติ ชาติใดก็ตามที่ได้ครูเป็นคนมีความรู้ เป็นคนเก่ง เป็นคนเสียสละ ตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ของนักเรียน ชาตินั้นจะได้พลเมืองที่เก่งและฉลาดมีศักยภาพ และสามารถที่จะแข่งขันกับทุกประเทศในโลกได้ (รุ่ง  แก้วแดง, 2541, 134) ดังนั้นผู้ที่จะประกอบอาชีพครูจะต้องเป็นบุคคลที่อุทิศกำลังกายและกำลังใจอย่างสูงเพื่อให้อาชีพครูเป็นอาชีพที่ควรค่าแก่การยกย่องนับถือ และได้รับความไว้วางใจจากบุคคลทั่วไปในสังคม นอกจากนี้ครูในสหัสวรรษใหม่ต้องสามารถพัฒนานักเรียนของตนให้มีสมรรถภาพและทัศนคติอันเป็นพื้นฐาน เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การยอมรับสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ความสามารถในการเข้าใจและตัดสินใจ ทัศนะ การคิดวิเคราะห์ การกำหนดปัญหาและการแก้ปัญหา ครูในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นครูที่มีความสามารถเชิงวิชาชีพมีความรู้ในวิชาการ ทันต่อการก้าวหน้าซึมซาบในวิชาชีพครู ที่มีพื้นฐานมาจากสหวิทยาการ ติดตามข่าวสารของสื่อมวลชน เพื่อที่จะสามารถพูดคุยกับนักเรียนได้ เตรียมนักเรียนให้สามารถเลือกและใช้ข้อมูลสาธารณะอย่างมีวิจารณญาณ สามารถวิเคราะห์ แยกแยะรู้จักผิดชอบชั่วดี ตลอดจนมีความเข้าใจปัญหาของโลกปัจจุบัน

การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนตามหลักสูตร

ศึกษาศาสตรบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตรบัณฑิต คณะครุศาสตร์  เพื่อให้นักศึกษาฝึกประสบการณ์ตรงให้กับนักเรียน  ในการออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเพื่อที่จะให้นักศึกษามีความรู้ ความชำนาญในการสอน  และสามารถนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริง  สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ 

          โรงเรียนมัธยมป่ากลาง  อำเภอปัว  จังหวัดน่าน  เป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่เข้าร่วมเป็นโรงเรียนเครือข่ายร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์  จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งในแต่ละปีมหาวิทยาลัย จะส่งนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเต็มรูปแบบ มาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูจำนวนหนึ่ง  โดยในแต่ละปีจะมีนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูวิชาเอกสังคมศึกษา อย่างน้อย 2 คนเข้ามาฝึกหัดเรียนรู้ ประสบการณ์การเป็นครู   เป็นระยะเวลาหนึ่งปีการศึกษา  ในการมาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเกือบจะทุกรุ่นมักจะสร้างปัญหาให้กับการจัดกระบวนการเรียนรู้ ส่งผลให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของหลักสูตร  นักเรียนไม่ได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ เพราะต้องเจอกับสภาพการฝึกหัดของครูนักศึกษาเหล่านั้น   แม้ว่านักศึกษาเหล่านี้เมื่อเข้ามาอยู่ในโรงเรียนจะมีครูพี่เลี้ยง ( cooperative teacher ) คอยให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาให้  แต่ก็คงยังพบข้อบกพร่องในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมอยู่เช่นเดิม

          ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม มีความต้องการที่จะช่วยเหลือ และช่วยแก้ปัญหา ตลอดจนให้คำปรึกษากับนักฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูให้สามารถดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างราบรื่น ประสบความเร็จในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ซึ่งจะส่งให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ   ด้วยความคาดหวังที่ว่าการนิเทศการสอนเป็นกระบวนการที่จะพัฒนานักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู  เพื่อให้นักศึกษาปรับปรุงและพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้การจัดกระบวนการเรียนรู้บรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้   การนิเทศการเรียนการสอน จึงเป็นกระบวนการในการแนะนำช่วยเหลือครูและนักศึกษาฝึกประสบการณ์  ให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนของผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ

                หลักการนิเทศการสอน
       นักการศึกษาได้ให้หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการนิเทศการสอนไว้ดังนี้
           1. การนิเทศการสอน เป็นการส่งเสริมความเจริญงอกงาม  เพื่อให้ครูมีความเข้าใจในหลักวิธีการสอนต่างๆ สามารถเลือกใช้เทคนิควิธีการสอนอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ  สร้างสื่อและใช้สื่ออย่างถูกต้อง  มีความเชื่อมั่น  มีเจตคติที่ดี
           2. การนิเทศการสอน ยึดความถูกต้องตามหลักวิชาการ  หมายถึง  การนิเทศจะต้องดำเนินกาอย่างมีระบบแบบแผน  เป็นขั้นเป็นตอน  สามารถตรวจสอบเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้
           3. การนิเทศการสอน จัดได้ว่ามีความเป็นวิทยาศาสตร์  หมายถึง สามารถพิสูจน์ได้ถึงเหตุและผลรวมทั้งข้อเท็จจริงต่างๆ มีการเก็บรวบรวมข้อมูล  มีการสรุปผล  สามารถอ้างอิงได้และมีความน่าเชื่อถือได้
           4. การนิเทศการสอน  ต้องมีความยืดหยุ่น  หมายถึง ความสามารถที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการ  วิธีนิเทศการสอนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้มากที่สุด

             5.การนิเทศการสอน เป็นการประสานสัมพันธ์ระหว่างงานนิเทศกับงานอื่นๆ  หมายถึง  กระบวนการพัฒนาการสอนของครูให้ดีขึ้นและสำเร็จตามเป้าหมาย  ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภายในสถานศึกษาและหน่วยงานอื่น

         

แนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศการสอน

                การนิเทศการเรียนการสอน  เป็นกระบวนการนิเทศครูเพื่อช่วยให้ครูประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอน  ซึ่งการนิเทศการเรียนการสอน  เป็นส่วนหนึ่งของการนิเทศการศึกษา โดยที่การนิเทศการเรียนการสอนมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือครูพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวิชาการ  การปฏิบัติงาน  และการมีส่วนร่วมมุ่งผลที่คุณภาพนักเรียน

สำหรับในส่วนบทบาทของครูผู้นิเทศการเรียนการสอน  เป็นผู้บริหาร ผู้นำ พี่เลี้ยง ผู้สอนงาน ผู้นำ         การเปลี่ยนแปลง  ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ เนื้องานที่ปฏิบัติ

          อารมณ์ ฉนวนจิตร ( 2543,45 ) ได้สรุปแนวคิดหรือความเชื่อเกี่ยวกับการนิเทศการสอน ไว้ดังนี้

          1.การนิเทศการสอนที่มีประสิทธิภาพ สามารช่วยปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนในห้องเรียน

          2.การนิเทศการสอนเป็นชุดย่อยของการนิเทศการศึกษา  ซึ่งเป็นกระบวนการสำหรับปรับปรุงและพันธกิจในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียนโดยตรงกับครู เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน

          3.การนิเทศการสอนเป็นระบบย่อยของระบบโรงเรียน  ผู้นิเทศการสอนมีผลต่อการสอนของครู  และการสอนของครูมีผลต่อการเรียนของนักเรียน

          4.การนิเทศการสอนเป็นการให้การศึกษาและพัฒนาวิชาชีพครู ให้มีความรู้ใหม่ ๆ

ด้านหลักสูตร เนื้อหาวิชา  เทคนิควิธีการ  นวัตกรรมทางการสอน  ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี ทักษะ  และความรู้ที่จำเป็น แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน

          5. การนิเทศการสอนเป็นการให้การการศึกษาต่อเนื่องของครู

 

 

 

ทฤษฎีในการนิเทศการสอนสังคมศึกษา

ในการนิเทศการสอนสังคมศึกษามีทฤษฎีที่เกี่ยวข้องสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับครูผู้รับการนิเทศได้หลายทฤษฎี ซึ่งมีนักการศึกษาได้ศึกษาไว้หลายท่าน  สามารถสรุปทฤษฎีที่มีความเกี่ยวข้องมากที่สุด ดังนี้

 

ทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ

สมยศ นาวีการ (2543, 28-291) ให้ความหมายว่า แรงจูงใจคือพลังที่ริเริ่ม กำกับ และคํ้าจุนพฤติกรรมและการกระทำ ส่วนบุคคลและเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ให้ความมุ่งหมายหรือทิศทางแก่พฤติกรรม นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงคุณลักษณะพื้นฐาน ของแรงจูงใจ 3 ประการ คือความพยายาม ความไม่หยุดยั้ง และทิศทาง

ราตรี พัฒนรังสรรค์ (2544,254) ได้ให้ความเห็นว่า แรงจูงใจ คือภาวะหรือองค์ประกอบที่

กระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาอย่างมีจุดมุ่งหมายเพื่อไปสู่จุดหมายที่ตนเองต้องการหรือผู้ทำการชักจูงกำหนด

สุรางค์ โค้วตระกูล (2544, 153) กล่าวว่า แรงจูงใจหมายถึงองค์ประกอบที่กระตุ้นให้เกิด

พฤติกรรมที่มีจุดมุ่งหมาย  

จากการให้ความหมายของแรงจูงใจหลากหลายแนวคิด ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า  แรงจูงใจหมายถึงพลังภายในของแต่ละบุคคลที่ถูกกระตุ้นโดยบุคคลหรือสภาพแวดล้อมให้แสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตนเองต้องการหรือมีผู้ทำการชักจูง

 

ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforce Theory) และปรับพฤติกรรม (Behavior Modification )

1) ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforce Theory) สกินเนอร์ (B.F.Skinner)ได้พัฒนาทฤษฎี และนำมาใช้เป็นเทคนิคในการจูงใจ สกินเนอร์มีความคิดเห็นว่า พฤติกรรมของบุคคลสามารถควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการให้รางวัล (เสริมแรง) กับพฤติกรรมที่พึงปรารถนา พฤติกรรมนั้นก็จะมีแนวโน้มกระทำซํ้า ๆ ต่อไป แต่ถ้าในขณะที่ละเลยพฤติกรรมที่ไม่ปรารถนาพฤติกรรมนั้นจะมีการกระทำที่น้อยลงจนหายไปในที่สุดการเสริมแรงสามารถแบ่งได้  ดังนี้

                             (1) การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforce)

                             (2) การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforce)

                             (3) การยับยั้งพฤติกรรม (Exinction)

                              (4) การลงโทษ (Punishment )

2) การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification ) เป็นการจัดการอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับ

พฤติกรรมของบุคคล ให้นำหลักของการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning) มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ควบคู่ไปกับการเสริมแรง จากฐานความคิดว่า ผู้ปฏิบัติงานมักจะสังเกตดูว่าคนอื่นมีพฤติกรรมการทำงานอย่างไรและบังเกิดผลอย่างไรตามมา ซึ่งตนเองจะได้เรียนรู้และกระทำพฤติกรรมแบบนั้นเพื่อจะได้รับผลตอบแทน หรือรางวัลเช่นนั้นบ้าง (นรา สมประสงค์ 2544,167)

 

ทฤษฎีความต้องการพื้นฐานของคน (The  Basic  Hierarchy)

          มนุษย์ทุกคน มีความต้องการพื้นฐานในชีวิตเพื่อให้มีชีวิตอยู่ปลอดภัยและมีความสุข    มาสโลว์ (Maslow)  ได้กล่าวถึงทฤษฎีความต้องการพื้นฐาน  5 ระดับ  โดยนำมาใช้ใน การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยการจูงใจคนในสิ่งที่เป็นความต้องการของเขา  ความต้องการ  5 ระดับเรียงตามลำดับพื้นฐานจากต่ำไปสูง  ถ้าได้รับความต้องการวันหนึ่งแล้วก็จะต้องการขั้นสูงขึ้นต่อไป  ความต้องการอาจส่งเสริมหรือขัดขวางประสิทธิภาพในการทำงาน  ผู้นิเทศจึงต้องเข้าใจความต้องการพื้นฐานของคนและใช้เป็นแรงจูงใจของผู้รับการนิเทศ

          1.  ความต้องการทางด้านร่างกาย (physiological  need)  เรื่องปัจจัยสี่  ได้แก่ อากาศ อาหาร     ที่พัก น้ำ  เสื้อผ้า  คนทำงานต้องการรายได้จากการทำงานมาใช้เป็นค่าใช้จ่าย เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานข้อนี้

          2.  ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (safety and security need) ในการดำรงชีวิต รวมทั้งความปลอดภัยจากการถูกทำร้าย ฆาตกรรม ทำร้ายจิตใจ  คนทำงานต้องการความปลอดภัยในการทำงาน  เลือกสถานที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ความปลอดภัยมั่นคงในการลงทุน การประกันภัย

          3.  ความต้องการยอมรับ  (belongingness and love need)   เป็นความต้องการทางสังคมของคนการยอมรับจากครอบครัว สังคม ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในสังคม  งานทำให้รู้สึกตอบสนองทางสังคม  มีเพื่อนร่วมงาน มีส่วนร่วมในกิจกรรมในงาน

          4.  ความต้องการนับถือตน  (esteem need)  ความต้องการให้คนหรือกลุ่มนับถือตนเห็นคุณค่า  ทำให้มีชื่อเสียงมีศักดิ์ศรี  งานทำให้เกิดความยอมรับนับถือได้  คนเราจะเห็นตนเองผ่านสังคม กลุ่ม  ทีมว่าได้รับการยอมรับมากแค่ไหน  จากการสรรเสริญ ความเอาใจใส่ ความมีชื่อเสียงบารมี  แต่ความไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจะนำไปสู่ความท้อแท้ สิ้นหวัง

          5.  ความต้องการบรรลุศักยภาพแห่งตน (self-actualization need) เป็นความต้องการสัมฤทธิ์ผล  และพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของคน  เพื่อความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง พัฒนาไปสู่จุดสูงสุดตามศักยภาพที่มีอยู่อย่างแท้จริง  คือความสงบสุขแห่งตน  เป็นตัวของตัวเอง (actualizing  person)  เช่น  นักดนตรีก็ต้องเล่นดนตรี  ครูก็ต้องเป็นครูสอนดี สอนเก่ง มาสโลว์ถือว่าคนที่บรรลุขั้นนี้ เป็นคนที่สมบูรณ์ที่สุด คนเราจะไม่สามารถไปถึงขั้นนี้ได้ถ้าไม่มีความสุขในการทำงาน      ผู้นิเทศจึงต้องตระหนักว่าคนเราต้องการมีความสุขในการทำงาน  และช่วยให้ผู้รับการนิเทศมีความสุขในการทำงาน

 

บทบาทหน้าที่ของผู้นิเทศ

          ผู้นิเทศมีภาระหน้าที่หลายอย่างแต่หน้าที่หลักคือการช่วยเหลือ แนะนำ ส่งเสริม การพัฒนาคุณภาพการศึกษา และคุณภาพการสอน ซึ่งต้องเกี่ยวกับกับงานหลายด้านและบุคลากรหลายฝ่าย
นักการศึกษาหลายท่านจึงได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้นิเทศไว้ ดังนี้

1.บทบาทเป็นผู้ประสาน (Coordinator) เช่น ประสานครูแต่ละระดับให้ช่วยเหลือ
  ซึ่งกันและกัน ประสานชุมชน ผู้ปกครอง

                   2.บทบาทเป็นที่ปรึกษา (Consultant) โดยเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนะแก่ครู และ

   ผู้รับการนิเทศทั่วไป

                   3.บทบาทเป็นผู้นำกลุ่ม (Group Leader) คือ รู้วิธีที่จะทำงานร่วมกับกลุ่มให้

   ประสบผลสำเร็จ

                   4.บทบาทเป็นผู้ประเมิน (Evaluator)  ได้แก่ เป็นผู้ประเมินผลการสอน

  ประเมินผลหลักสูตร

                    5.บทบาทในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร ด้านการเรียนการสอน ด้านการวัด

   ประเมินผล

6.บทบาทเป็นนักวิจัย เป็นผู้ที่นำผลการวิจัยเสนอแนะให้ครูใช้และดำเนินการวิจัย  

   โดยเฉพาะการวิจัยปฏิบัติการ

                    7.บทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยการช่วยเหลือให้ครูมีการเปลี่ยนแปลงและ

   ปรับปรุงพัฒนา

8.เป็นครูต้นแบบ คือ สามารถสาธิตการสอนที่มีประสิทธิภาพแก่ครู และแนะนำ
   วิธีการสอนแก่ครูได้

 

นอกจากนี้ Gwynn ( 1974,27-30) ( อ้างใน ชารี มณีศรี 2542,33-34 ) ได้สรุปหน้าที่หลักของผู้นิเทศไว้ดังนี้

                   1.ช่วยครูและผู้บริหารโรงเรียนให้เข้าใจเด็กดีขึ้น

                   2.ช่วยครูให้พัฒนาและปรับปรุงตนเองได้เหมาะสม

                   3.ช่วยกระตุ้นให้บุคลากรในโรงเรียนสนใจสื่อการเรียนการสอน

                   4.ช่วยครูปรับปรุงวิธีสอนให้ดีขึ้น

                   5.ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญได้ช่วยเหลือครู

                   6.ช่วยครูประเมินนักเรียน

                   7.กระตุ้นครูให้ประเมินแผนงาน งานและความก้าวหน้าของตนเอง

                   8.ช่วยให้ครูเกิดความมั่นคง ทั้งด้านวิชาชีพและชุมชน

                   9.กระตุ้นให้เกิดการวางแผนปรับปรุงหลักสูตรใหม่

                   10. สร้างความคุ้นเคย

 

รูปแบบการนิเทศการสอน

จากศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยเกี่ยวกับการนิเทศ  สามารถสรุปและแบ่งรูปแบบออกได้เป็น  4รูปแบบ ดังนี้
           1. การนิเทศแบบตรวจตรา (Inspection Supervision)  เป็นการนิเทศแบบดั้งเดิม ผู้นิเทศก์ทำหน้าที่ตรวจสอบ  เช่น  การเป็นไปตามหลักสูตรหรือไม่  วิธีสอนเหมาะสมหรือไม่  เมื่อตรวจแล้วชี้แจงให้ครูแก้ไขข้อบกพร่อง
           2. การนิเทศแบบให้ผลผลิต (Supervision as Production)  บางครั้งเรียกว่าการนิเทศแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งมองที่ผลผลิต  โดยเปรียบสถานศึกษาเป็นแหล่งผลิต  ครูเป็นพนักงาน และนักเรียนเป็นผลผลิต  และผู้นิเทศก์ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพ  วิจัยและพัฒนา  เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ
           3. การนิเทศเพื่อพัฒนา (Developmental  Supervision)  เป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตามความสามารถที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล  เช่น    ผู้นิเทศก์จะชี้นำเมื่อครูมีความรู้ ความสามารถต่ำ  ครูขาดประสบการณ์  แต่เมื่อครูมีความสามารถสูงเมื่อเกิดปัญหาก็สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้
           4. การนิเทศแบบคลีนิค (Clinical Supervision)  การนิเทศแบบนี้  จะได้ข้อมูลโดยตรงจากการสังเกตการสอน ในห้องเรียนจริง  เป็นการร่วมมือกันระหว่างครูกับผู้นิเทศก์  สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนการสอนเพื่อนำไปปรับปรุงในการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

         การนิเทศหลังการสอนเป็นขั้นการปรึกษาและการนิเทศ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมดังนี้
            – ยกย่อง ชมเชย  ในพฤติกรรมการสอนที่ดี  ก่อนจะเสนอแนะพฤติกรรมที่ควรปรับปรุง
            – เปิดโอกาสให้ผู้สอนแสดงความคิดเห็น
            – ให้กำลังใจในการทำงาน  การสอนและการปรับปรุงแผนการสอนให้ดีขึ้น
            – นัดหมายการนิเทศในครั้งต่อไป

          จากรูปแบการนิเทศการสอนดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า รูปแบบการนิเทศการสอนแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะและวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป ซึ่งการนำรูปแบบไปใช้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การนิเทศว่าจะให้เกิดผลอย่างไรซึ่งจะช่วยพัฒนาและปรับปรุงการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ในห้องเรียน ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเพื่อที่จะช่วยให้นักเรียนได้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

 

 

เอกสารอ้างอิง

ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์.(2553). 80  นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

(พิมพ์ครั้งที่ 2).กรุงเทพมหานคร:แดแน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น.

ชาญชัย อาจินสมาจาร.(2547).  การนิเทศการสอนแผนใหม่.  กรุงเทพฯ : โฟร์เฟช.

นิพนธ์ ไทยพานิช.(2535ก) .การนิเทศแบบคลินิก : Clinical Supervision.  (พิมพ์ครั้งที่ 6). 

กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ราตรี พัฒนรังสรรค์.(2544). พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏ

จันทรเกษม.

วีระพันธ์ พูลพัฒน์.(2548) เอกสารการสอนหลักการนิเทศการศึกษา.  กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์

          มหาวิทยาลัย.

สมยศ นาวีการ.(2543). การบริหารและพฤติกรรมองค์การ. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์กรุงธน

พัฒนา.

สุรางค์ โค้วตระกูล.(2544) จิตวิทยาการศึกษา พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .

สุวิทย์  มูลคำ  และอรทัย  มูลคำ.  (2552).20 วิธีจัดการเรียนรู้ (พิมพ์ครั้งที่ 8).กรุงเทพฯ :

            ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.(2550). คู่มือดำเนินการพัฒนาหลักสูตรการ

           พัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการกระจายอำนาจสำหรับครูและศึกษานิเทศก์,  

           กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.(2551).ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระ

  การเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม.กรุงเทพ ฯ.โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์

  การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

อารมณ์  ฉนวนจิตร.(2554). การนิเทศการสอน(พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์

          มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

อัญชลี โพธิ์ทอง. (2547). การนิเทศการศึกษา (Educational Supervision). กรุงเทพฯ :

          มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

บทความ : วิพากษ์บทความ 25 เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ

สรุปสาระสำคัญบทความ

เรื่อง  25 เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ

25 Technicques for cooperative learning

 

ผู้เขียน บัญญัติ  ชำนาญกิจ

วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษา    

     มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์

     ปีที่ 5  ฉบับที่ 12 มกราคม – เมษายน 2553

       

บทความเรื่อง 25 เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ( 25 Technicques for cooperative learning ) ผู้เขียนบทความได้นำเสนอเทคนิคที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือ  เพื่อเป็นแนวทางให้ครูหรือผู้ที่ทำหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน

ผู้เขียนบทความได้กล่าวถึงการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ดังนี้ การเรียนแบบร่วมมือเป็นวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้แบบมีส่วนร่วมซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้รับการฝึกฝนทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้ ทักษะการบันทึกความรู้ ทักษะการคิด ทักษะการจัดการกับความรู้ ทักษะการแสดงออกทักษะการสร้างความรู้ใหม่และทักษะการทำงานเป็นกลุ่มจัดว่าเป็นวิธีเรียนที่สามารถนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้อีกวิธีหนึ่ง จึงนับว่าเป็นวิธีเรียนที่ควรนำมาใช้ได้ดีกับการเรียนการสอนปัจจุบันเพื่อให้การเรียนรู้ของนักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ในบทความผู้เขียนยังจัดประเภท การเรียนแบบร่วมมือ ออกเป็น 2  ลักษณะ คือ 1. การจัดการเรียนแบบร่วมมือที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนครบวงจร  คือมีขั้นตอนการสอนหรือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นตามลำดับ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบแผนการจัดการเรียนรู้  2.เทคนิคการการเรียนแบบร่วมมือซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่ไม่จำเป็นต้องนำไปใช้ตลอดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละครั้ง  แต่สามารถนำไปจัดกิจกรรมย่อย ๆ ในการสอนแต่ละครั้งได้  โดยสามารถนำไปใช้ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการสอนแบบใดก็ได้

 

สำหรับเทคนิคการจัดการเรียนแบบร่วมมือที่ผู้เขียนบทความได้นำเสนอไว้ ประกอบด้วย 25 เทคนิค ซึ่งผู้เขียนบทความได้ศึกษาแนวคิดการจัดการเรียนแบบร่วมมือของ Kogan,s. 1995  ดังนี้

1.เทคนิคการพูดเป็นคู่ (Rally robin) เป็นเทคนิควิธีเรียนแบบร่วมมือที่นักเรียนแบ่งเป็นกลุ่มย่อย  แล้วครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พูด ตอบ แสดงความคิดเห็นเป็นคู่ ๆ แต่ละคู่จะผลัดกันพูด และฟังโดยใช้เวลาเท่าๆ กัน

          2. เทคนิคการเขียนเป็นคู่ (Rally table) เป็นเทคนิคคล้ายกับการพูดเป็นคู่ ต่างกันเพียงแต่ละคู่ผลัดกันเขียนหรือวาดแทนการพูด

3. เทคนิคการพูดรอบวง (Round robin) เป็นเทคนิคที่เปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มผลัดกันพูด    ตอบ อธิบาย   ซึ่งเป็นการพูดที่ผลัดกันทีละคนตามเวลาที่กำหนดจนครบ 4 คน

          4.  เทคนิคการเขียนรอบวง (Round table) เป็นเทคนิคที่เหมือนกับการพูดรอบวงแตกต่างกันที่เน้นการเขียนแทนการพูด เมื่อครูถามปัญหาหรือให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น นักเรียนจะผลัดกันเขียนลงในกระดาษที่เตรียมไว้ทีละคนตามเวลาที่กำหนด

          5. เทคนิคการเขียนพร้อมกันรอบวง (Simultaneous round table) เทคนิคนี้เหมือนการเขียนรอบวง   แตกต่างกันที่เน้นให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มเขียนคำตอบพร้อมกัน

          6. เทคนิคคู่ตรวจสอบ (Pairs check) เป็นเทคนิคที่ให้สมาชิกในกลุ่มจับคู่กันทำงาน  เมื่อได้รับคำถามหรือปัญหาจากครู  นักเรียนคนหนึ่งจะเป็นคนทำและอีกคนหนึ่งทำหน้าที่เสนอแนะหลังจากที่ทำข้อที่ 1  เสร็จ  นักเรียนคู่นั้นจะสลับหน้าที่กัน  เมื่อทำเสร็จครบแต่ละ 2 ข้อ แต่ละคู่จะนำคำตอบมาและเปลี่ยนและตรวจสอบคำตอบของคู่อื่น

          7. เทคนิคร่วมกันคิด (Numbered  heads  together)  เทคนิคนี้แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มด้วยกลุ่มละ  4  คน  ทีมีความสามารถคละกัน  แต่ละคนมีหมายเลขประจำตัว  แล้วครูถามคำถาม หรือมอบหมายงานให้ทำ  แล้วให้นักเรียนได้อภิปรายในกลุ่มย่อยจนมั่นใจว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนเข้าใจคำตอบ  ครูจึงเรียนหมายเลขประจำตัวผู้เรียน  หมายเลขที่ครูเรียกจะเป็นผู้ตอบคำถามดังกล่าว

          8. เทคนิคการเรียงแถว (Line-ups) เป็นเทคนิคที่ง่าย ๆ โดยให้นักเรียนยืนแถวเรียงลำดับภาพ  คำ  หรือสิ่งที่ครูกำหนดให้  เช่น ครูให้ภาพต่างๆ  แก่นักเรียน  แล้วให้นักเรียนยืนเรียงลำดับภาพขั้นตอนของวงจรชีวิตของแมลง  ห่วงโซ่อาหาร เป็นต้น

          9. เทคนิคการแก้ปัญหาด้วยจิ๊กซอ (Jigsaw  problem solving)  เป็นเทคนิคที่สมาชิกแต่ละคนคิดคำตอบของตนไว้  แล้วนำคำตอบของแต่ละคนมารวมกัน  เพื่อแก้ปัญหาให้ได้คำตอบที่สมบูรณ์เหมาะสมที่สุด

          10. เทคนิควงกลมซ้อน (Inside–outside circle)  เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนนั่งหรือยืนเป็นวงกลมซ้อนกัน 2 วง  จำนวนเท่ากัน วงในหันหน้าออก  วงนอกหันหน้าเข้า  นักเรียนที่อยู่ตรงกับจับคู่กันเพื่อสัมภาษณ์ซึ่งกันและกัน  หรืออภิปรายปัญหาร่วมกัน  จากนั้นจะหมุนเวียนเพื่อเปลี่ยนคู่ใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำคู่กัน  โดยนักเรียนวงนอกและวงในเคลื่อนไปในทิศทางตรงข้ามกัน

          11. เทคนิคแบบมุมสนทนา (Corners)  เป็นเทคนิควิธีที่ครูเสนอปัญหา และประกาศมุมต่าง ๆ  ภายในห้องเรียนแทนแต่ละข้อ แล้วนักเรียนแต่ละกลุ่มย่อยเขียนหมายเลขข้อที่ชอบมากกว่า และเคลื่อนเข้าสู่มุมที่เลือกไว้ นักเรียนร่วมกันอภิปรายภายในกลุ่มตามมุมต่างๆ หลังจากนั้นจะเปิดโอกาสให้นักเรียนในมุมใดมุมหนึ่งอภิปรายเรื่องราวที่ได้ศึกษาให้เพื่อนในมุมอื่นฟัง

          12. เทคนิคการอภิปรายเป็นคู่ (Pair discussion) เป็นเทคนิคที่ครูกำหนดหัวข้อหรือคำถาม แล้วให้สมาชิกทีนั่งใกล้กันร่วมกันคิดและอภิปรายเป็นคู่

          13. เทคนิคเพื่อนเรียน (Partners) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนในกลุ่มจับคู่เพื่อช่วยเหลือนักเรียนในบางครั้งคู่หนึ่งอาจไปขอคำแนะนำ  คำอธิบายจากคู่อื่นๆ ที่คาดว่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดีกว่าและเช่นเดียวกันเมื่อนักเรียนคู่นั้นเกิดความเข้าใจที่แจ่มชัดแล้ว  ก็จะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนคู่อื่นๆ ต่อไป

          14. เทคนิคการคิดเดี่ยว คิดคู่ ร่วมกันคิด (Think – pair –  share)  เป็นเทคนิคที่เริ่มจากปัญหาหรือโจทย์คำถามโดยสมาชิกแต่ละคนคิดคำตอบด้วยตนเองก่อน  แล้วนำคำตอบไปอภิปรายกับเพื่อนเป็นคู่  จากนั้นจึงนำคำตอบของตนเองหรือของเพื่อนที่เป็นคู่เล่าให้เพื่อนฟัง ๆ ทั้งชั้นฟัง

15. เทคนิคการคิดเดี่ยว คิดคู่ คิดเป็นกลุ่ม ( thing – pair-square  )เป็นเทคนิคที่เริ่มจากปัญหาที่ครูผู้สอนกำหนดนักเรียนแต่ละคนคิดหาคำตอบด้วยตนเองก่อนแล้วนำคำตอบไปอภิปรายกับเพื่อนที่เป็นคู่  จากนั้นจึงนำคำตอบของแต่ละคู่มาอภิปรายพร้อมกัน 4 คน  เมื่อมั่นใจว่าคำตอบของตนถูกต้องหรือดีทีสุด  จึงนำคำตอบเล่าให้เพื่อนทั้งชั้นฟัง

16. เทคนิคการทำเป็นกลุ่ม ทำเป็นคู่  และทำคนเดียว (Team – pair – solo) เป็นเทคนิคที่ครูกำหนดปัญหาหรืองานให้แล้วนักเรียนทำงานร่วมกันทั้งกลุ่มจนงานสำเร็จ  จากนั้นจะแยกทำงานเป็นคู่จนงานสำเร็จ  สุดท้ายนักเรียนแต่ละคนแยกมาทำเองจนสำเร็จได้ด้วยตนเอง

          17. เทคนิคการอภิปรายเป็นทีม (Team discussion) เป็นเทคนิคที่ครูกำหนดหัวข้อหรือคำถาม  แล้วให้นักเรียนทุกคนในกลุ่มร่วมกันระดมความคิด และพูดอภิปรายพร้อมกัน

          18. เทคนิคโครงงานเป็นทีม (Team  project) เป็นเทคนิคที่เหมาะสมกับวิชาวิทยาศาสตร์มาก  เทคนิคนี้เริ่มจากครูอธิบายโครงงานให้นักเรียนเข้าใจก่อนและกำหนดเวลา  และกำหนดบทบาทที่เท่าเทียมกันของสมาชิกในกลุ่ม  และมีการหมุนเวียนบทบาท  แจกอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันทำโครงงานที่ได้รับมอบหมาย  จากนั้นจะมีการนำเสนอโครงงานของแต่ละกลุ่ม

          19. เทคนิคสัมภาษณ์เป็นทีม (Team – interview) เป็นเทคนิคที่มีการกำหนดหมายเลขของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม  แล้วครูผู้สอนกำหนดหัวข้อและอธิบายหัวข้อให้นักเรียนทั้งชั้นสุ่มหมายเลขของนักเรียนในกลุ่มยืนขึ้นแล้วให้เพื่อนๆ ร่วมทีมเป็นผู้สัมภาษณ์และผลัดกันถาม  โดยเรียงลำดับเพื่อนให้ทุกคนมีส่วนร่วมเท่า ๆ กัน เมื่อหมดเวลาตามที่กำหนด  คนที่ถูกสัมภาษณ์นั่งลง  และนักเรียนหมายเลขต่อไปนี้และถูกสัมภาษณ์หมุนเวียนเช่นนี้เรื่อยไปจนครบทุกคน

          20. เทคนิคบัตรคำช่วยจำ (Color-coded  co-op cards)  เป็นเทคนิคที่ฝึกให้นักเรียนจดจำข้อมูลจากการเล่นเกมที่ใช้บัตรคำถาม  บัตรคำตอบ  ซึ่งนักเรียนแต่ละกลุ่มที่เตรียมบัตรมาเป็นผู้ถาม  และมีการให้คะแนนกับกลุ่มที่ตอบได้ถูกต้อง

          21. เทคนิคการสร้างแบบ (Formations) เป็นเทคนิคที่ครูผู้สอนกำหนดวัตถุประสงค์หรือสิ่งที่ต้องการให้นักเรียนสร้าง แล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายและทำงานร่วมกันเพื่อสร้างชิ้นงาน  หรือสาธิตงานที่ได้รับมอบหมาย  เช่น  ให้นักเรียนสาธิตว่าฤดูกาลเกิดขึ้นได้อย่างไร  สาธิตการทำงานของกังหันลม  สร้างวงจรของห่วงโซ่อาหาร  หรือสายใยอาหาร

          22. เทคนิคเกมส่งปัญหา (Send- a-problem) เป็นเทคนิคที่นักเรียนสนุกกับเกมโดยนักเรียนทุกคนในกลุ่มตั้งปัญหาด้วยตัวเองคนละ 1 คำถามไว้ด้านหน้าของบัตรและคำตอบซ่อนอยู่หลังบัตร  นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มกำหนดหมายเลขประจำตัว 1-4  เริ่มแรกนักเรียนหมายเลข 4 ส่งปัญหาของกลุ่มให้หมายเลข 1 ในกลุ่มถัดไป  ซึ่งจะเป็นผู้อ่านคำถามและตรวจสอบคำตอบส่วนสมาชิกคนอื่นในกลุ่มตอบคำถามในข้อถัดไปจะหมุนเวียนให้สมาชิกหมายเลขอื่นตามลำดับ คือ นักเรียนหมายเลข 2 เป็นผู้อ่านคำถาม  และตรวจคำตอบจนครบทุกคนในกลุ่ม  แล้วเริ่มใหม่ในลักษณะเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในรอบต่อๆ ไป 

          23. เทคนิคแลกเปลี่ยนปัญหา (Trade-a-problem)  เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนแต่ละคู่ตั้งคำถามเกี่ยวกับหัวข้อที่เรียนและเขียนคำตอบเก็บไว้จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคู่แลกเปลี่ยนคำถามกับเพื่อนคู่อื่น แต่ละคู่จะช่วยกันแก้ปัญหาจนเสร็จ  แล้วนำมาเปรียบเทียบกับวิธีการแก้ปัญหาของเพื่อนเจ้าของปัญหานั้น

          24. เทคนิคแบบเล่นเลียนแบบ (Match mine) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งเรียงวัตถุที่กำหนดให้เหมือนกัน โดยผลัดกันบอกซึ่งแต่ละคนจะทำตามคำบอกเท่านั้นห้ามไม่ให้ ดูกัน วิธีนี้ใช้ประโยชน์ในการฝึกทักษะด้านการสื่อสารให้แก่นักเรียนได้

          25. เทคนิคเครือข่ายความคิด(Team word – webbing) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนเขียนแนวคิดหลัก       และองค์ประกอบย่อยของความคิดหลักพร้อมกับแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความคิดหลักกับองค์ประกอบย่อยบนแผ่นกระดาษลักษณะของแผนภูมิความรู้

 

        วิพากษ์บทความ

จากการนำเสนอ 25 เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือของคุณบัญญัติ  ชำนาญกิจ

ในมุมมองของครูผู้สอนสังคมศึกษา  ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นว่าเทคนิคแต่เทคนิคมีลักษณะเฉพาะที่เหมาะกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม  โดยข้าพเจ้าขอแยกให้เห็นตามสาระการเรียนรู้ทั้ง 5 สาระที่ควรเน้นเทคนิคสำคัญ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนี้

          สาระที่ 1ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม  เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่ควรเน้นสำหรับการนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คือ เทคนิคการอภิปรายเป็นคู่ (Pair discussion),เทคนิคการคิดเดี่ยว คิดคู่ คิดเป็นกลุ่ม ( thing – pair-square  ),เทคนิคการอภิปรายเป็นทีม (Team discussion)

          สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง  วัฒนธรรม  และการดำเนินชีวิตในสังคม เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่ควรเน้นสำหรับการนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คือ เทคนิคแลกเปลี่ยนปัญหา (Trade-a-problem) ,เทคนิคแลกเปลี่ยนปัญหา (Trade-a-problem) ,เทคนิคการพูดรอบวง ,เทคนิคการแก้ปัญหาด้วยจิ๊กซอ (Jigsaw  problem solving) 

          สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์  เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่ควรเน้นสำหรับการนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คือ เทคนิคเพื่อนเรียน (Partners),เทคนิคแลกเปลี่ยนปัญหา (Trade-a-problem) ,เทคนิคร่วมกันคิด (Numbered  heads  together) 

          สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์  เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่ควรเน้นสำหรับการนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คือ เทคนิคการอภิปรายเป็นทีม (Team discussion),เทคนิคโครงงานเป็นทีม (Team  project)

          สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์  เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่ควรเน้นสำหรับการนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คือ เทคนิคโครงงานเป็นทีม (Team  project),เทคนิคการสร้างแบบ (Formations) เทคนิคเครือข่ายความคิด(Team word – webbing)

          ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสังคมศึกษา สามารถประยุกต์วิธีการและขั้นตอนของ

อาภรณ์  ใจเที่ยง (2550 : 122-123) ซึ่งได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้ดังนี้

1.  ขั้นเตรียมการ

                   ผู้สอนชี้แจงจุดประสงค์ของบทเรียน

                   ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย  กลุ่มละประมาณไม่เกิน  6  คน  มีสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน  ผู้สอนแนะนำวิธีการทำงานกลุ่มและบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม

2.  ขั้นสอน

                   ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน  บอกปัญหาหรืองานที่ต้องการให้กลุ่มแก้ไขหรือคิดวิเคราะห์  หาคำตอบ

                   ผู้สอนแนะนำแหล่งข้อมูล  ค้นคว้า หรือให้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการคิดวิเคราะห์

            ผู้สอนมอบหมายงานที่กลุ่มต้องทำให้ชัดเจน

3.  ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม

                   ผู้เรียนร่วมมือกันทำงานตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับ  ทุกคนร่วมรับผิดชอบ ร่วมคิด ร่วมแสดงความคิดเห็น การจัดกิจกรรในขั้นนี้  ครูควรใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ  ที่น่าสนใจและเหมาะสมกับผู้เรียน  เช่น  การเล่าเรื่องรอบวง  มุมสนทนา  คู่ตรวจสอบ  คู่คิด  ฯลฯ

                   ผู้สอนสังเกตการณ์ทำงานของกลุ่ม  คอยเป็นผู้อำนวยความสะดวก  ให้ความกระจ่างในกรณีที่ผู้เรียนสงสัยต้องการความช่วยเหลือ

4.  ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ  ขั้นนี้ผู้เรียนจะรายงานผลการทำงานกลุ่ม 

          ผู้สอนและเพื่อนกลุ่มอื่นอาจซักถามเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจน  เพื่อเป็นการตรวจสอบผลงานของกลุ่มและรายบุคคล

5.  ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม  ขั้นนี้ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันสรุปบทเรียน  ผู้สอนควรช่วยเสริมเพิ่มเติมความรู้  ช่วยคิดให้ครบตามเป้าหมายการเรียนที่กำหนดไว้  และช่วยกันประเมินผลการทำงานกลุ่มทั้งส่วนที่เด่นและส่วนที่ควรปรับปรุงแก้ไข

 

          ในการนำแต่ละเทคนิคไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนแต่ละเรื่อง ครูจะต้องปรับให้เหมาะสมกับสภาพต่าง ๆ โดยต้องพยายามมุ่งเป้าหมาย ” ดี เก่ง มีสุข” เป็นสำคัญ และต้องให้นักเรียนแต่ละคนได้บรรลุเป้าหมายนี้อย่างทั่วถึง กล่าวคือ แต่ละคน ดีขึ้น เก่งขึ้น และมีความสุขขึ้นกว่าเดิม การเรียนการสอนเช่นนี้จึงถือว่า บรรลุเป้าหมายของทั้งผู้สอนและนักเรียน สำหรับครูก็ควรจะเป็นการสอนที่สนุก และเป็นโอกาสสร้างสรรค์เทคนิคการสอนใหม่ ๆ ให้แก่วิชาชีพ อาชีพครูเป็นอาชีพของผู้ที่ทำหน้าที่พัฒนาคนจึงเป็นอาชีพที่ท้าทายและมีเกียรติ อีกทั้งยังทำให้ครูได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพ และพัฒนาปัญญาของตนเองในกระบวนการของความเป็นครูอีกด้วย

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

บทความ การศึกษานอกสถานที่

สรุปสาระสำคัญบทความ

เรื่อง An Outside Place for Social Studies.

ที่มา CANADIAN SOCIAL STUDIES
VOLUME 41 NUMBER 1, Fall 2008
www.quasar.ualberta.ca/css

เขียนโดย

Andrew Foran
St Francis Xavier University

          บทความนี้ถูกเขียนขึ้นระหว่างการศึกษาฤดูร้อนปี 2006 ในประเทศแคนาดา โดย Andrew Fran  แห่งมหาวิทยาลัยเซนต์ฟรานซิสซาเวียร์:     เนื้อหาของบทความ ได้กล่าวถึงการจัดการหลักสูตรสังคมศึกษา และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสังคมศึกษาในประเทศแคนาดาที่แต่เดิมนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้เฉพาะในห้องเรียนของตนเอง เน้น เนื้อหา ตามตำราหรือคู่มือมากเกินไปได้  สังคมศึกษาได้กลายเป็นประสบการณ์ในห้องเรียนอย่างเคร่งครัดที่จะหย่าขาดจากชุมชน ดังนั้นนักเรียนจะมีประสบการณ์เพียงแนวคิดของเนื้อหาภายในขอบเขตของห้องเรียนเท่านั้น  และบทความได้กล่าวถึง  ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่สามารถสร้างโปรแกรมสำเร็จรูปและความพยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการศึกษาด้านสังคมศึกษา   แต่ผู้เขียนบทความก็ค้นพบว่าการใช้เทคโนโลยีและวิทยาการต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการศึกษาสังคมศึกษาก็ยังคงไม่สามารถที่จะทำให้นักเรียนได้บรรลุถึงวัตถุประสงค์อันแท้จริงของการเรียนสังคมศึกษา กลยุทธ์หนึ่งที่จะเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาสังคมศึกษาคือ ครูต้องมีปรับเปลี่ยนการสอนแบบดั้งเดิมของตนเอง  โดยเน้นการสอนร่วมกับกลุ่มเพื่อนครู และร่วมมือกับนักเรียนซึ่งจะสร้างองค์ความรู้ร่วมกันภายในสถานที่จริงของการเรียนรู้ ( แหล่งเรียนรู้ )

 

 

วิพากษ์บทความ

จากบทความดังกล่าวในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นครูผู้สอนสังคมศึกษา  มีความคิดเห็นว่า เป็นบทความที่สะท้อนให้ครูผู้สอนสังคมศึกษาปฎิรูปการเรียนการสอนของตนเองจากการทีจะต้องยึดติดกับทบเรียนที่เป็นแบบแผน  จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพียงแต่ในห้องเรียน ได้ปรับเปลี่ยน วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีความหมายและกระตุ้นการเรียนรู้โดยการนำวิธีการศึกษานอกสถานที่ไปประยุกต์ใช้ในรายวิชาที่เรากำลังปฎิบัติการสอนอยู่  หรือการบูรณาการร่วมกับรายวิชาอื่น โดยจะสรุปวิธีการการนำ ศาสตร์การศึกษานอกสถานที่ไปปรับใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูสังคมได้ดังนี้

 

แนวทางการจัดการเรียนรู้ โดยการศึกษานอกสถานที่มีวิธีการปฏิบัติและขั้นตอน ดังนี้

 

1. ขั้นวางโครงการ

           1.1 กำหนดสถานที่พาผู้เรียนไปศึกษา ต้องเป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับประเด็นที่จะเรียนรู้

           1.2 ผู้สอนต้องสำรวจสถานที่ ที่จะไปเสียก่อน ซึ่งบางครั้งแหล่งที่กำหนดอาจมีปัญหาและไม่พร้อมที่จะใช้เป็นแหล่งศึกษาได้

 

2. ขั้นตั้งจุดประสงค์ของโครงการ

          จุดมุ่งหมายของการไปศึกษานอกสถานที่ ต้องก่อให้เกิดคุณค่าทางวิชาการ ในการกำหนดจุดมุ่งหมาย ผู้สอนต้องคำนึงถึงความสำคัญและความจำเป็น ต้องการไปศึกษาเรื่องอะไร สภาพแวดล้อมเหมาะสมหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระที่เรียนจริงหรือไม่ พร้อมทั้งกำหนดสิ่งที่จะศึกษาหาความรู้ให้ชัดเจน

 

3. ขั้นเตรียมการ

       3.1 ผู้สอนเสนอโครงการเป็นขั้นตอน ตามระเบียบว่าด้วยการพานักเรียนไปทัศนศึกษา และขออนุญาตผู้ปกครองเพื่อให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรม

       3.2 ผู้สอนแจ้งเจ้าของสถานที่ ขอความร่วมมือและเชิญวิทยากร เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เรียน

      3.3 ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันร่างกฎระเบียบการไปศึกษานอกสถานที่

      3.4 ผู้สอนจัดปฐมนิเทศเกี่ยวกับการเตรียมตัว แจ้งกำหนดการแต่งกาย ความประพฤติ ความปลอดภัยในการเดินทางและการปฏิบัติตนเป็นนักทัศนศึกษาที่ดี

     3.5 แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มตามความเหมาะสม ทุกกลุ่มต้องมีประธานกลุ่มและเลขานุการกลุ่ม

     3.6 ให้แต่ละกลุ่มรับคู่มือศึกษาและบทปฏิบัติกิจกรรมเพื่อร่วมกันวางแผนศึกษา หาความรู้จากวิทยากร

 

4. ขั้นเดินทางชมสถานที่

     4.1 ออกเดินทางตามกำหนดนัดหมาย เน้นการตรงต่อเวลา เมื่อถึง แหล่งที่ศึกษาควรพาผู้เรียนไปรู้จักเจ้าของสถานที่เสียก่อน

    4.2 ผู้เรียนศึกษาหาความรู้จากการบรรยายของวิทยากร พร้อมทั้งการซักถาม สังเกต จดบันทึก ถ่ายภาพ หรือทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ได้รับความรู้และประสบการณ์มากที่สุด

 

5. ขั้นประเมินผล

ระยะที่ 1 อภิปรายผล

           1) หลังกลับจากศึกษานอกสถานที่แล้วให้ผู้เรียนอภิปรายกลุ่มย่อยจากเรื่องที่กำหนดไว้ ในบทปฏิบัติกิจกรรมนำเสนอผลการอภิปรายในกลุ่มใหญ่

           2) ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันสรุปผลที่ได้จากการศึกษานอกสถานที่

           3) ประเมินผลจากการอภิปราย และแบบฝึกปฏิบัติกิจกรรม

           4) จัดนิทรรศการภาพถ่ายการปฏิบัติกิจกรรมจากการทัศนศึกษา

ระยะที่ 2 ประเมินผลโครงการเสนอต่อผู้บริหารสถานศึกษา

           1) ผู้สอนสรุปผลจากการศึกษานอกสถานที่

           2) ผู้สอนเสนอปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น

 

ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับการศึกษานอกสถานที่

1. ต้องเตรียมการล่วงหน้าในด้านค่าใช้จ่าย ผู้สอนควรให้ผู้เรียนเก็บออมล่วงหน้า อาจใช้วิธีให้ผู้สอนเป็นผู้รับฝากตามศักยภาพของผู้เรียน วิธีการเช่นนี้เมื่อถึงเวลาทัศนศึกษา ผู้เรียนสามารถลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้ อีกทั้งยังช่วยฝึกคุณลักษณะนิสัยในการประหยัดเก็บออมได้อีกด้วย

2. ควรเน้นในเรื่องความมีวินัยในหมู่คณะและการเชื่อฟังผู้ควบคุม ทั้งนี้เพื่อ ความปลอดภัยของผู้เรียน

 

ข้อดีของการศึกษานอกสถานที่

1. ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง โดยผ่านประสาทสัมผัสหลายด้าน และเชื่อมโยงประสบการณ์ตรงกับความรู้สึกที่ได้เรียนในห้องเรียน

 

2. สอดคล้องกับความสนใจและเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น

 

ข้อพึงปฏิบัติในการศึกษาธรรมชาติ

1. ควรเตรียมสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเดินทางไปให้รอบคอบ เรียบร้อย เช่น กำหนดการเดินทาง เสบียงอาหาร ยาประจำตัว เครื่องใช้ที่คิดว่าจำเป็นต้องใช้ ไม่ควรนำสิ่งของมีค่าติดตัวไป

2. ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจได้รวดเร็วขึ้น

3. ต้องช่วยกันอนุรักษ์แหล่งที่ไปทัศนศึกษา เช่น ไม่ขีดเขียนตามสถานที่ต่างๆ ไม่งัดแงะแกะทำลายสิ่งสวยงาม ไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด

4. ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับสถานที่

5. ระมัดระวังกิริยามารยาท มิให้เป็นการขาดสัมมาคารวะต่อปูชนียสถาน และปูชนียวัตถุ หรือรบกวนสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น

6. ในการเดินทางเป็นหมู่คณะควรรักษาความสามัคคี และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

7. ควรไตร่ตรองเวลาและกำหนดนัดหมาย กรณีที่มีความจำเป็นอาจจะยืดหยุ่นได้ตามสมควร

8. ปฏิบัติตามระเบียบของกลุ่ม และของสถานที่ที่ทัศนศึกษา

9. ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระหว่างการเดินทาง

10. ควรระมัดระวังความปลอดภัยตลอดเวลา ทั้งของตนเองและเพื่อน เช่น ไม่ควรลงจากรถก่อนที่รถจะจอดสนิท ไม่ควรเล่น หรือผลักกันบนรถ

11. ควรระมัดระวังความสะอาดของอาหารและเครื่องดื่ม

12. ระมัดระวังความประพฤติของกลุ่ม เพราะอาจส่งผลถึงการทัศนศึกษา ครั้งต่อไป

 

 

สรุป

               การเรียนรู้แบบการศึกษานอกสถานที่ เป็นการจัดการเรียนรู้ ที่ผู้สอนพาผู้เรียนออกไปศึกษานอกสถานที่ เพื่อแสวงหาคำตอบจากประสบการณ์ตรงและสถานที่จริง โดยมีวิทยากรเป็นผู้ให้ความรู้ การพาผู้เรียนไปนอกสถานที่ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์เกี่ยวกับการพัฒนาด้านสังคม ให้รู้จักรับผิดชอบต่อชุมชน ต่อตนเอง ส่งเสริมการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เร้าความสนใจให้แก่ผู้เรียน การศึกษานอกสถานที่ถือเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่ามาก เป็นวิธีสอนที่ผู้สอนควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกๆ เพราะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ตรง สามารถเกิดเจตคติที่พึงประสงค์ ปลูกฝังเยาวชนให้รู้จักหวงแหน ภาคภูมิใจ รักและห่วงใยต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดได้ยากหากผู้เรียนเรียนรู้เฉพาะในห้องเรียน

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

บทความ: บทบาทสมมติ บทบาทที่ไม่ควรมองข้าม : กรณีศึกษาการเรียนการสอน

สรุปบทความเกี่ยวกับการนิเทศการสอนสังคมศึกษา

 

บทความ: บทบาทสมมติ  บทบาทที่ไม่ควรมองข้าม : กรณีศึกษาการเรียนการสอน

         กลุ่มวิชาสังคมศึกษา

ROLE PLAY THE ROLE THAT SHOULD NOT BE OVERLOOKED; A CASE STUDEY IN SOCIAL STUDIES

          การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน ได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้และเข้าใจได้ด้วยตนเอง โดยเน้นกิจกรรมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ เป็นอีกวิธีสอนหนึ่งที่จะให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน ให้ผู้เรียนได้แสดงออก ทั้งทางด้านความคิดและท่าทางการแสดง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ได้เกิดความสนุกสนานและเพลิดเพลิน

          วิธีสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing)   คือ  กระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด  โดยการให้ผู้เรียนสวมบทบาทในสถานการณ์ซึ่งมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริง และแสดงออกตามความรู้สึกนึกคิดของตน  และนำเอาการแสดงออกของผู้แสดง  ทั้งทางด้านความรู้  ความคิด  ความรู้สึกและพฤติกรรมที่สังเกตพบมาเป็นข้อมูลในการอภิปราย  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์     วิธีสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ  เป็นวิธีที่มุ่งช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การเอาเขามาใส่ใจเรา  เกิดความเข้าใจในความรู้สึกและพฤติกรรมทั้งของตนเองและผู้อื่นหรือเกิดความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับบทบาทสมมติที่ตนแสดง  องค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ของวิธีสอน   คือต้องมีผู้สอนและผู้เรียน       มีสถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติ        มีการแสดงบทบาทสมมติ       มีการอภิปรายเกี่ยวกับความรู้  ความคิด  ความรู้สึก  และพฤติกรรมที่แสดงออก      ของผู้แสดง และสรุปการเรียนรู้ที่ได้รับ    มีผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ขั้นตอนสำคัญ ที่ขาดไม่ได้ของการสอน        คือผู้สอนและผู้เรียน นำเสนอสถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติ       ผู้สอน   ผู้เรียนเลือกผู้แสดงบทบาท      ผู้สอนเตรียมผู้สังเกตการณ์         ผู้สอนและผู้เรียน อภิปรายเกี่ยวกับความรู้  ความคิด  ความรู้สึก  และพฤติกรรมที่    แสดงออกของผู้แสดง             ผู้สอนและผู้เรียนสรุปการเรียนรู้ที่ได้รับ             ผู้สอนประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน  เทคนิคและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในการใช้วิธีสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติให้มีประสิทธิภาพ             การเตรียมการ  ผู้สอนกำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะใช้ชัดเจน  และสร้างสถานการณ์และบทบาทสมมติที่กำหนดขึ้นควรมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริง  ส่วนจะมีรายงะเอียดมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์  ผู้สอนอาจใช้บทบาทสมมติแบบละคร  ซึ่งจะกำหนดเรื่องราวให้แสดงแต่ไม่มีบทให้  ผู้สอนอาจใช้บทบาทสมมติแบบละคร  ซึ่งจะกำหนดเรื่องราวให้แสดงแต่ไม่มีบทให้  ผู้สวมบทบาทจะต้องคิดแสดงเอง  หรืออาจใช้บทบาทสมมติแบบแก้ปัญหา  ซึ่งจะกำหนดสถานการณ์ที่มีปัญหาหรือความขัดแย้งให้และอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมมากบ้างน้อยบ้างซึ่งผู้สวมบทบาทจะใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการแสดงออกและแก้ปัญหาตามความคิดของตน             การเริ่มบทเรียน  ผู้สอนสามารถกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้หลายวิธีเช่น  โยงประสบการณ์ใกล้ตัวผู้เรียน  หรือประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนครั้งก่อน ๆ เข้าสู่เรื่องที่จะศึกษา  หรืออาจใช้วิธีเล่าเรื่องหรือสถานการณ์สมมติที่เตรียมมาแล้วทิ้งท้ายด้วยปัญหา  เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากคิด  อยากติดตาม  หรืออาจใช้วิธีชี้แจงให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์จากการเข้าร่วมแสดง และช่วยกันคิดแก้ปัญหา             การเลือกผู้แสดง  ควรเลือกให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการแสดง  เช่น  เลือกผู้แสดงที่มีลักษณะเหมาะสมกับบทบาท  เพื่อช่วยให้การแสดงเป็นไปอย่างราบรื่นตามวัตถุประสงค์ได้อย่างรวดเร็วหรือเลือกผู้แสดงที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับบทบาทที่กำหนดให้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนคนนั้นได้รับประสบการณ์ใหม่  ได้ทดลองแสดงพฤติกรรมใหม่ ๆ และเกิดความเข้าใจในความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้ที่มีลักษณะต่างไปจากตน  หรืออาจให้ผู้เรียนอาสาสมัคร   หรือเจาะจงเลือกคนใดคนหนึ่ง  ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการช่วยให้บุคคลนั้นเกิดการเรียนรู้  เมื่อได้ผู้แสดงแล้ว  ควรให้เวลาผู้แสดงเตรียมการแสดง  โดยอาจให้ฝึกซ้อมบ้างตามความจำเป็น             การเตรียมผู้สังเกตการณ์  หรือผู้ชม  ผู้สอนควรเตรียมผู้ชม  และทำความเข้าใจกับผู้ชมว่า  การแสดงบทบาทสมมตินี้  จัดขึ้นมิใช่มุ่งที่ความสนุก  แต่มุ่งที่จะให้เกิดการเรียนรู้เป็นสำคัญ  ดังนั้นจึงควรชมด้วยความสังเกต  ผู้สอนควรให้คำแนะนำว่าควรสังเกตอะไร  และควรบันทึกข้อมูลอย่างไร    และผู้สอนอาจจัดทำแบบสังเกตการณ์ให้ผู้ชมใช้ในการสังเกต ด้วยก็ได้  

ข้อดีและข้อจำกัดของวิธีสอนโดยใช้บทบาทสมมติ สรุปได้ดังนี้           

 ข้อดี

1. เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้อื่น   ได้เรียนรู้การเอาใจเขามาใส่ใจเรา  เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง

 2. เป็นวิธีการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ  และเกิดการเปลี่ยนแปลงเจตคติและพฤติกรรมของตน

3. เป็นวิธีสอนที่ช่วยพัฒนาทักษะในการเผชิญสถานการณ์ ตัดสินใจ  และแก้ปัญหา

4. เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้การเรียนการสอนมีความใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริง

5. เป็นวิธีสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมาก  ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน และการเรียนรู้มีความหายสำหรับผู้เรียน เพราะข้อมูลมาจากผู้เรียนโดยตรง

ข้อจำกัด

1. เป็นวิธีสอนที่ใช้เวลามากพอสมควร

2. เป็นวิธีสอนที่อาศัยการเตรียมการและการจัดการอย่างรัดกุม หากจัดการไม่ดีพอ  อาจเกิดความยุ่งยากสับสนขึ้นได้

3. เป็นวิธีสอนที่ต้องอาศัยความไวในการรับรู้ (sensitivity) ของผู้สอนหากผู้สอนขาดคุณสมบัตินี้ไม่รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนบางคน  และไม่ได้แก้ปัญหาแต่ต้นอาจเกิดเป็นปัญหาต่อเนื่องไปได้

4.เป็นการสอนที่ต้องอาศัยความสามารถของครูในการแก้ปัญหาเนื่องจากการแสดงของผู้เรียนอาจไม่เป็นไปตามความคาดหมายของผู้สอน  ผู้สอนจะต้องสามารถแก้ปัญหาหรือปรับสถานการณ์และประเด็นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้

 

          จากบทความดังกล่าวผู้เขียนบทความมีทัศนะคติที่ดีกับการสอนแบบบทบาทสมมติ และเสนอแนะให้ครูผู้สอนสังคมนำไปประยุกต์ใช้กับสาระอื่นในกลุ่มสาระสังคมได้ เช่น สาระศาสนา สาระหน้าที่พลเมือง   สาระประวัติศาสตร์   หรือบูรณาการรวมกับกลุ่มสาระอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสมในยุคการปฎิรูปการศึกษาที่ครูและนักเรียนตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการศึกษากำลังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการจัดการศึกษาและเรียนรู้

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น