บทความ การจัดการเรียนรู้กลุ่มวิชาสังคมศึกษาโดยใช้รูปแบบการสร้างมโนทัศน์

การจัดการเรียนรู้กลุ่มวิชาสังคมศึกษาโดยใช้รูปแบบการสร้างมโนทัศน์

concept Attainment Model in Social Studies

 

โดย เอกนรินทร์   วีระวงค์

                                                                                               

บทนำ

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช  2551  ได้กำหนดองค์ความรู้ ทักษะสำคัญและคุณลักษณะที่สำคัญ ที่เป็นจุดเน้น็่กในการพัฒนาผู้เรียน ดังนี้

สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  :    การอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างสันติสุข  การเป็นพลเมืองดี  ศรัทธาในหลักธรรมของศาสนา การเห็นคุณค่าของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ความรักชาติ และภูมิใจในความเป็นไทย

ในสังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledg Society) เฉกเช่นปัจจุบันนี้   ถือว่าความรู้เป็นปัจจัยที่สำคัญ ในการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ   ความเข้มแข็งของทรัพยากรทางปัญญาในชาติ  ทำให้เกิดความได้เปรียบและเป็นผู้นำชาติอื่น  แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันเป็น   อย่างมาก  เพราะการศึกษาเป็นรากฐานสำหรับการเตรียมคนและสังคม ดังนั้นจึงควรจัดการศึกษาที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้มากที่สุดและเป็นการศึกษาที่พัฒนาคนอย่างองค์รวม  ในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคที่ “ความรู้ คือ อำนาจ”  ผู้ที่จะสามารถใช้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ให้เกิดอำนาจได้นั้น จำเป็นต้องมีความสามารถ ในการใช้ปรับข้อมูลข่าวสาร ให้อยู่ในรูปขององค์ความรู้ และนำมาใช้ประกอบการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งผู้ที่จะสามารถเป็นเช่นนั้นได้ จะต้องมีคุณสมบัติประการหนึ่งในชีวิต นั่นคือ “คิดเป็น”  (เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์, 2545)

 การศึกษาต้องทำให้เด็กไทยคิดเป็นโดยคิดได้ทั้งแบบคิดวิเคราะห์ คิดเชิงโครงสร้าง คิด รวบยอด และคิดเพื่อสังคม สามารถร่วมกันทำงานเป็นทีม เพราะฉะนั้นรูปแบบการเรียนการสอนจึงควรยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ฝึกฝนกระบวนการคิด กระบวนการประชาธิปไตย รวมทั้งฝึกฝน        คุณธรรมและจริยธรรม (ชัยอนันต์ สมุทวณิช 2540 , 27-28)   ดังนั้นการจัดการศึกษาด้านสังคมศึกษาจึง มีความสำคัญ ในด้านพัฒนาคุณลักษณะต่างๆของผู้เรียนให้เป็นพลเมืองดี มีเหตุผลด้วยกุศลจิต คิดสร้างสรรค์มั่นในคุณธรรม นำความรู้เพื่อการดำเนินชีวิตที่มีความสุข โดยใช้เทคนิควิทยาการจากวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์มาปรับใช้ในการดำรงชีวิตให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและสังคมได้อย่างมีความสุข

        กลุ่มวิชาสังคมศึกษาเป็นรายวิชาหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นกลุ่มวิชาที่มุ่งพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้การดำรงชีวิตอยู่ในสังคม  และการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข ตลอดจนสามารถนำเอาความรู้ความเข้าใจนั้นไปปรับใช้ให้เข้ากับสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสม สมดุล และยั่งยืน  นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้มีทักษะหลายๆ ด้าน ทั้งทักษะทางสังคม  ทักษะทางการคิด  ทักษะการตัดสินใจ  และทักษะการแก้ปัญหา  อีกทั้งยังเป็นวิชาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองดีของสังคม ตั้งแต่ระดับครอบครัว ไปจนถึงพลโลก  ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ในวิชาสังคมศึกษา หรือที่ในปัจจุบันเรียกว่า สาระการเรียนรู้สังคมสังคมศึกษา   ศาสนาและวัฒนธรรม  จึงต้องเป็นวิธีการเรียนรู้ที่จะช่วยสร้างเสริมเติมเต็มประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ใช้สติปัญญา ความรู้ความคิด  และความสามารถต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ตลอดจน. ต้องจัดให้เหมาะสมกับวัยและวุฒิภาวะของผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมจัดการเรียนรู้ของตนเอง พัฒนาและขยายความคิดของตนเองจากความรู้ที่ได้เรียน

          การนำเอาการจัดการเรียนรู้โดยการสร้างมโนทัศน์ ในรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ พัฒนาความคิด สามารถคิดวิเคราะห์  สังเคราะห์  จนสามารถบรรลุจุดประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ได้  บทความนี้  จึงมุ่งเน้นให้ครูสอนวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม  เห็นความสำคัญของการนำเอาการจัดการเรียนรู้โดยการสร้างมโนทัศน์ ไปปรับใช้เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายทางการเรียนการสอนต่อไป

 

 

 

 

ความหมายของมโนทัศน์

          มโนทัศน์  มาจากคำภาษาอังกฤษ  Concept     ซึ่งมีนักการศึกษาได้กำหนดคำอื่นๆขึ้นมาใช้ในความหมายเดียวกันนี้อีกมาก  เช่น  ความคิดรวบยอด  มโนคติ  มโนมติ  มโนภาพ  สังกัป  

          การจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการสร้างมโนทัศน์นี้  เป็นแนวคิดของบรูเนอร์  เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนใช้กระบวนการการจัดประเภท ( Categorizing process ) มาช่วยเหลือผู้เรียนในการสร้างความเข้าใจและสร้างมโนทัศน์ในเรื่องที่เรียน ซึ่งนักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้หลายท่าน สรุปได้ดังต่อไปนี้

          อร่าม วัฒนะ ( 2536, 17 ) กล่าวว่า มโนทัศน์ หมายถึง ความเข้าใจทั้งหมดที่มีต่อสิ่งของหรือสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่นเมื่อพูดถึงโรงเรียน  ก็จะนึกถึงลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากสถานที่อื่น ๆ เป็นเช่นนี้เพราะว่ามีมโนทัศน์ของโรงเรียนแล้วในความทรงจำ  มโนทัศน์นี้จะอยู่ในรูปของนามธรรม เกิดจากผงสรุปการรับรู้ลักษณะของสิ่งนั้น

          นวลจิต เชากีรติพงศ์ ( 2537, 27) กล่าวว่ามโนทัศน์หมายถึง การสรุปคุณลักษณะหรือสมมติร่วมที่สำคัญของวัตถุ  สิ่งของเหตุการณ์ สิ่งแวดล้อม  หรือความคิดอันเป็นผลมาจากประสบการณ์ต่อสิ่งเหล่านั้น  ซึ่งแสดงออกมาโดยภาษา หรือถ้อยคำที่เป็นนามธรรม

          วิไลวรรณ ตรีศรีชะนะมา ( 2537,22 )กล่าวว่ามโนทัศน์  กล่าวว่าแนวคิดสำคัญที่ได้จากการสรุป  หรือกลั่นกรองจากข้อมูล  ลักษณะของมโนทัศน์ของแต่ละวิชา

          สุวิทย์ มูลคำ( 2547 , 10 ) ให้ความหมายว่า มนโนทัศน์หมายถึง ความคิด ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกลุ่มสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องหนึ่งที่เกิดจากการสังเกต หรือการได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งนั้นหรือเรื่องนั้นแล้วใช้คุณลักษณะหรือคุณสมบัติที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน  จัดเข้าเป็นกลุ่มเดียวกัน  ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

          เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ( 2549,2) กล่าวว่า มโนทัศน์ หมายถึงภาพในความคิดที่เปรียบเสมือน “ภาพตัวแทน”หมวดหมู่ของวัตถุ  สิ่งของ  แนวคิด  หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะทั่วไปคล้าย ๆ กัน

          จากความหมายดังกล่าวข้างต้น  จึงสรุปได้ว่า มโนทัศน์  หมายถึงภาพรวมของความคิด ความเข้าใจ ที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการนำคุณลักษณะร่วมของสิ่งนั้น หรือเรื่องนั้นมาประมวลเข้าด้วยกันจนเป็นข้อสรุป หรือคำจำกัดความของสิ่งนั้น ทำให้สามารถจัดประเภทหรือแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ได้

 

ความสำคัญของมโนทัศน์

          มโนทัศน์เป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้และการดำรงชีวิตของคน  คนต้องสร้างมโนทัศน์อยู่เสมอตราบเท่าที่มีสิ่งเร้ามาปะทะประสาทสัมผัส ทำให้เกิดการรับรู้ และเกิดการเรียนรู้ ซึ่งก็มีนักการศึกษาของไทยได้กล่าวไว้หลายท่าน ดังต่อไปนี้

          ไพเราะ ทิพยทัศน์ ( 2533 ,148 ) กล่าวถึงความสำคัญของมโนทัศน์ว่า มีประโยชน์ต่อความเข้าใจ และการนำวิทยาศาสตร์ไปใช้มาก และเป็นพื้นฐานที่จำเป็น

          นวลจิต  เชากีรติพงศ์ ( 2537,21 ) กล่าวว่าการเรียนรู้มนโนทัศน์จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วขึ้น  เพราะเกิดการจัดระบบข้อมูลได้เรียบร้อยแล้ว  ในสมองก็จะสามารถจำแนก จัดหมวดหมู่ และเชื่อมกับมโนมติเดิมที่มียู่แล้ว

          สุวิทยื  มูลคำ ( 2547,12)  กล่าวถึงลักษณะของมโนทัศน์ว่า  มโนทัศน์เป็นหลักความคิดรวบยอด  ซึ่งเป็นการสรุปความของส่วนต่าง ๆ เป็นหมวดหมู่ เพื่อนำไปใช้ในการตีความและทำความเข้าใจข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ มโนทัศน์เปรียบเสมือนตาข่ายเชื่อมดยงข้อมูลต่าง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

          เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ( 2549, 51)  กล่าวว่ามโนทัศน์ของสิ่งต่าง ๆ อาจเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางวัฒนธรรม  ค่านิยมในสังคม  การได้รับความรู้หรือประสบการณ์ใหม่ตามกลาเวลา  เราสามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อหมวดหมู่ที่มีอยู่และสามารถพัฒนาหมวดหมู่ใหม่ได้  มโนทัศน์หรือหมวดหมู่เดิมจึงอาจถูกตัดทิ้งแทนที่ด้วยความหมายใหม่  หรือเพิ่มเติมให้มีรายละเอียดที่สมบูรณ์มากขึ้น  โดยอาจยังคงใช้คำเรียกแทนมโนทัศน์นั้นด้วยคำเดียวกัน

          ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า มโนทัศน์ เป็นพื้นฐานทางความคิดที่สำคัญของการคิดลักษณะอื่น ๆ และการการจัดการเรียนการสอนควรสอนให้ผู้เรียนเกิดมโนทัศน์เป็นอันดับแรก  เพราะถ้าผู้เรียนเกิดมโนทัศน์ที่ถูกต้องย่อมสามารถเข้าใจและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย รวดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพ สามารถบรรลุจุดประสงค์ และจุดมุ่งหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้

 

 ประเภทของมโนทัศน์

          มโนทัศน์สามารถจัดแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจัดประเภท  ผู้สอนวิชาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ควรศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของมโนทัศน์  เพื่อจะได้นำไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม และตรงตามวัตถุประสงค์ ในบทความนี้ขอนำเสนอประเภทของมโนทัศน์ตามแนวคิดของ ดีเชคโก (De Cecoo : 1968 ) ซึ่งแบ่งมโนทัศน์ออกเป็น 3 ประเภท คือ

 1. มโนทัศน์ร่วมลักษณะ (Conjunctive Concepts) ได้แก่มโนทัศน์ที่ลักษณะกำหนดสองลักษณะขึ้นไปและเชื่อมด้วย “และ”(And) เช่น อะไรที่ “พูดได้” และ “คิดเหตุผลเป็น” คือคน

2. มโนทัศน์แยกลักษณะ(Disjunctive Concepts)  ได้แก่มโนทัศน์ที่มีลักษณะกำหนดเชื่อมด้วย “และ / หรือ” (and / or)  หรือ “ทั้งสองอย่าง” (both) เช่น ช้างคือ “สัตว์” , หรือ  ช้างคือ “สิ่งที่มีงวง” , หรือ ช้างคือ “สัตว์” และ “สิ่งที่มีงวง”

3.มโนทัศน์สัมพันธ์ ( Relational Concept ) เป็นมโนทัศน์ที่เกิดจากความสัมพันธ์ของสภาวะเหตุการณ์หรือสิ่งเร้าตั้งแต่สองสิ่งหรือมากกว่า   เช่น   ภาษีเงินได้  สัมพันธ์กับรายได้  ดอกไม้สัมพันธ์กับแจกัน

 

รูปแบบการเรียนการสอนมโนทัศน์ (Concept Attainment Model)

        จากการศึกษาของทิศนา แขมณี ( 2550 ) เกี่ยวกับรูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล ซึ่งได้รับการพิสูจน์ทดสอบประสิทธิภาพมาแล้ว  และผู้เขียนเห็นว่าสามารถนำมาประยุกต์กับการจัดกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาสังคมศึกษา ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งสามารถสรุปวิธีการและขั้นตอนสำคัญที่จะเป็นแนวทางให้กับครูสอนสังคมศึกษาได้นำไปใช้ให้ได้ผลดี  ดังนี้

ก. ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ

          จอยส์และวีล(Joyce & Weil, 1996: 161-178) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นโดยใช้แนวคิดของ

บรุนเนอร์  กู๊ดนาว  และออสติน (Bruner,  Goodnow, และ Austin)  การเรียนรู้มโนทัศน์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น สามารถทำได้โดยการค้นหาคุณสมบัติเฉพาะที่สำคัญของสิ่งนั้น เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกสิ่งที่ใช่และไม่ใช่สิ่งนั้นออกจากกันได้

ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ

เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ของเนื้อหาสาระต่าง ๆ อย่างเข้าใจ และสามารถให้คำนิยามของมโนทัศน์นั้นด้วยตนเอง

ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ

            ขั้นที่ 1 ผู้สอนเตรียมข้อมูลสำหรับให้ผู้เรียนฝึกหัดจำแนกผู้สอนเตรียมข้อมูล 2 ชุด

ชุดหนึ่งเป็นตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน อีกชุดหนึ่งไม่ใช่ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอนในการเลือกตัวอย่างข้อมูล 2 ชุดข้างต้น ผู้สอนจะต้องเลือกหาตัวอย่างที่มีจำนวนมากพอที่จะครอบคลุมลักษณะของมโนทัศน์ที่ต้องการนั้นถ้ามโนทัศน์ที่ต้องการสอนเป็นเรื่องยากและซับซ้อนหรือเป็นนามธรรม อาจใช้วิธีการยกเป็นตัวอย่างเรื่องสั้น ๆ ที่ผู้สอนแต่งขึ้นเองนำเสนอแก่ผู้เรียน

ผู้สอนเตรียมสื่อการสอนที่เหมาะสมจะใช้นำเสนอตัวอย่างมโนทัศน์เพื่อแสดงให้เห็นลักษณะต่าง ๆ ของมโนทัศน์ที่ต้องการสอนอย่างชัดเจน

ขั้นที่ 2 ผู้สอนอธิบายกติกาในการเรียนให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจตรงกัน

ผู้สอนชี้แจงวิธีการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนเริ่มกิจกรรมโดยอาจสาธิตวิธีการและให้ผู้เรียนลองทำตามที่ผู้สอนบอกจนกระทั่งผู้เรียนเกิดความเข้าใจพอสมควร

ขั้นที่ 3 ผู้สอนเสนอข้อมูลตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน และข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน

การนำเสนอข้อมูลตัวอย่างนี้ทำได้หลายแบบ แต่ละแบบมีจุดเด่น- จุดด้อย ดังต่อไปนี้

1) นำเสนอข้อมูลที่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนทีละข้อมูลจนหมดทั้งชุด โดย

บอกให้ผู้เรียนรู้ว่าเป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนแล้วตามด้วยข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอน ทีละข้อมูลจนครบหมดทั้งชุดเช่นกัน โดยบอกให้ผู้เรียนรู้ว่าข้อมูลชุดหลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะสอน ผู้เรียนจะต้องสังเกตตัวอย่างทั้ง 2 ชุด และคิดหาคุณสมบัติร่วมและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เทคนิควิธีนี้สามารถช่วยให้ผู้เรียนสร้างมโนทัศน์ได้เร็วแต่ใช้กระบวนการคิดน้อย

2)เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนสลับกันไปจนครบ

เทคนิควิธีนี้ช่วยสร้างมโนทัศน์ได้ช้ากว่าเทคนิคแรก แต่ได้ใช้กระบวนการคิดมากกว่า

3)เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนอย่างละ 1 ข้อมูล แล้วเสนอข้อมูลที่เหลือทั้งหมดทีละข้อมูลโดยให้ผู้เรียนตอบว่าข้อมูลแต่ละข้อมูลที่เหลือนั้นใช่หรือไม่ใช่ตัวอย่างที่จะสอน เมื่อผู้เรียนตอบ ผู้สอนจะเฉลยว่าถูกหรือผิด วิธีนี้ผู้เรียนจะได้ใช้กระบวนการคิดในการทดสอบสมมติฐานของตนไปทีละขั้นตอน. 

4)เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างสิ่งที่จะสอนอย่างละ 1 ข้อมูล แล้วให้ผู้เรียนช่วยกันยกตัวอย่างข้อมูลที่ผู้เรียนคิดว่าใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอน โดยผู้สอนจะเป็นผู้ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ วิธีนี้ผู้เรียนจะมีโอกาสคิดมากขึ้นอีก

ขั้นที่ 4 ให้ผู้เรียนบอกคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอน

 จากกิจกรรมที่ผ่านมาในขั้นต้น ๆ ผู้เรียนจะต้องพยามหาคุณสมบัติเฉพาะของตัวอย่างที่ใช่และไม่ใช่สิ่งที่ผู้เรียนต้องการสอนและทดสอบคำตอบของตน หากคำตอบของตนผิดผู้เรียนก็จะต้องหาคำตอบใหม่ซึ่งก็หมายความว่าต้องเปลี่ยนสมมติฐานที่เป็นฐานของคำตอบเดิม ด้วยวิธีนี้ผู้เรียนจะค่อย ๆ สร้างความคิดรวบยอดของสิ่งนั้นขึ้นมา ซึ่งก็จะมาจากคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งนั้นนั่นเอง

 

ขั้นที่ 5 ให้ผู้เรียนสรุปและให้คำจำกัดความของสิ่งที่ต้องการสอน

เมื่อผู้เรียนได้รายการของคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอนแล้ว ผู้สอนให้ผู้เรียนช่วยกันเรียบเรียงให้เป็นคำนิยามหรือคำจำกัดความ

ขั้นที่ 6  ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายร่วมกันถึงวิธีการที่ผู้เรียนใช้ในการหาคำตอบ

ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดของตัวเอง

 

ประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ

เนื่องจากผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ จากการคิด วิเคราะห์และตัวอย่างที่หลากหลาย ดังนั้นผลที่ผู้เรียนจะได้รับโดยตรงคือ จะเกิดความเข้าใจในมโนทัศน์นั้น และได้เรียนรู้ทักษะการสร้างมโนทัศน์ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการทำความเข้าใจมโนทัศน์อื่น ๆต่อไปได้ รวมทั้งช่วยพัฒนาทักษะการใช้เหตุผลโดยการอุปนัย(inductive reasoning) อีกด้วย

 

ข้อดีของการสอนมโนทัศน์

1.เกิดมโนทัศน์ในเรื่องที่เรียนอย่างถูกต้อง

2.ปรับเปลี่ยนมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนให้ถูกต้อง

3.นำความรู้เรื่องมโนทัศน์  ไปอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

4.นำความคิดในการจัดกรอบมโนทัศน์  ไปศึกษาหาความรู้  หรือสรุปบทเรียนต่างๆด้วยตนเอง

5.ใช้ได้กับทุกเพศ  ทุกวัย  และทุกวิชา

6.ใช้ได้ดี  กับลักษณะการเรียนรู้ที่มีการอ่านตำรา  ฟังคำบรรยาย  การสังเกต  การสาธิต

ข้อจำกัดของการสอนมโนทัศน์

1.ผู้สอนต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจรูปแบบ  และประโยชน์ของมโนทัศน์  แบบต่างๆ  จึงจะสามารถสอนหรือ แนะนำผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี

2.ผู้เรียนอาจเกิดความเบื่อหน่าย  หรือไม่มีความอดทนต่อบางมโนทัศน์ที่ไม่กระจ่างชัดเจน

 

 

 

บทสรุป

การนำวิธีการสอนแบบมโนทัศน์มาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาสังคมศึกษา หรือสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม    ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านพุทธิพิสัย ( cognitive domain )  วิธีการเรียนการสอนมุ่งช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระต่าง ๆ ซึ่งเนื้อหาสาระนั้นอาจอยู่ในรูปของข้อมูล  ข้อเท็จจริง ทั้งนี้ เพื่อฝึกให้ผู้เรียนรู้จักสังเกต  เปรียบเทียบ  สรุปและจำแนกแยกแยะสิ่งต่างๆ  จัดเป็นระบบ  หรือหมวดหมู่ได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนฝึกให้ผู้เรียนศึกษา  ค้นคว้า  คิดเพื่อให้ได้ความรู้  และสามารถสร้างความคิดรวบยอดด้วยตนเอง และทำให้ผู้เรียนสามารถสร้าง  และสรุปความรู้ด้วยการจัดกรอบมโนทัศน์รูปแบบต่างๆ ได้  ทำให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างดียิ่ง

 

ข้อมูลอ้างอิง/แหล่งที่มา

เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์.(2545).การคิดเชิงกลยุทธ์.กรุงเทพฯ : ซัคเซส มีเดีย.

ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์.(2553). 80  นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

(พิมพ์ครั้งที่ 2).กรุงเทพมหานคร:แดแน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น.

ชัยอนันต์  สมุทวณิช.( 2540).  วัฒนธรรมคือทุน.  กรุงเทพมหานคร : บริษัทสุขุมและบุตร จำกัด.

ทิศนา   แขมมณี. (2550).  ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี

ประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 5).  กรุงเทพฯ  :  สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วรนุช มูลกาย.(2548).การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา

ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2.ปริญญานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.

สุรางค์ โค้วตระกูล.(2544) จิตวิทยาการศึกษา พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .

สุวิทย์  มูลคำ  และอรทัย  มูลคำ.  (2552).20 วิธีจัดการเรียนรู้ (พิมพ์ครั้งที่ 8).กรุงเทพฯ :

          ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์.

สุวิทย์   มูลคำ. (2546).   21  วิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคิด

          (พิมพ์ครั้งที่ 4).  กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์.

อร่าม วัฒนะ.(2536). “การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการ

แก้ปัญหา และความสามารถในการสร้างความคิดรวมยอด กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เรื่อง สิ่งแวดล้อมของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนแบบสืบสวนกับการสอน ปกติ”, ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอกการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.

เอมอร มีสุนทร.(2550).ผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกการเขียนสรุปความโดยใช้ผังมโนทัศน์ของ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดฉะเชิงเทรา.ปริญญานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต,มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์.

About these ads

เกี่ยวกับ krueknarin

I am socialstudies teacher of mtpk scchool
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s